1.ความรักและความห่วงใย ความรู้สึกอยากที่จะถูกรัก และยังอยากได้รับความเอาใจใส่ ห่วงใยจากบุคคลที่มีความสำคัญต่อเด็ก แต่มักจะมีข้อแม้ว่าจะต้องไม่ใช่การแสดงออกของพ่อแม่ที่ทำกับเขาราวกับเด็กเล็กๆ ไม่ต้องการความเจ้ากี้เจ้าการ ไม่ต้องการให้แสดงความห่วงใยอยู่ตลอดเวลา
2. เป็นอิสระอยากทำอะไรได้ด้วยตัวของตัวเอง อยากทำในสิ่งที่ตัวเองคิดแล้วว่าดี อยากมีส่วนในการตัดสินใจ อยากที่จะทำตัวห่างจากพ่อแม่ ห่างจากคำสั่งการเจริญเติบโตในการทำงานของสมอง ทำให้เด็กวัยนี้เริ่มมีความคิดอ่านเป็นของตนเอง เริ่มมีความคิดแบบนามธรรม (abstract thinking) การแยกจากพ่อแม่ในเกือบทุกรูปแบบ บางครั้งอาจทำให้วัยรุ่นเกิดความรู้สึกสับสน สองจิตสองใจ และอาจมีความรู้สึก สูญเสีย ในความรัก ความเอาใจใส่จากพ่อแม่ แต่ถ้าพวกเขายอมรับการดูแลหรือยอมทำตามคำสั่งของพ่อแม่ ก็จะไปขัดกับความต้องการที่จะเป็นเด็กโต เป็นอิสระของตนเองที่ต้องการพึ่งพาตนเอง การให้การเลี้ยงดูจึงต้องอาศัยความเข้าใจ และเคารพในสิทธิส่วนบุคคลด้วย
3. ต้องการเป็นตัวของตัวเอง ความต้องการที่ ยอมรับในสิ่งที่มาจากตัวของตัวเขาทำให้พวกเขามั่นใจในตัวเอง พ่อแม่คงต้องส่งเสริมให้เด็กได้ช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามวัย เพราะในการฝึกเด็กนั้น นอกจากจะทำให้เด็กได้ใช้มือได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว ยังช่วยทำให้เด็กได้หัดคิด หัดตัดสินใจในการกระทำสิ่งต่างๆ ด้วย
4. อยากรู้, อยากเห็น, อยากลอง การลองผิดลองถูก และคอยสังเกตดูจากปฏิกิริยาของคนรอบข้าง เพื่อตัดสินว่าสิ่งที่ทำนั้น ดีเลวเป็นอย่างไรวัยที่โตขึ้น เมื่อความสามารถเพิ่มขึ้น ร่างกายเจริญเติบโตขึ้นมา สิ่งรอบตัวต่างๆ ที่น่าสนใจ และท้าทายความสามารถก็จะเริ่มเข้ามาเพื่อทดลองการสนับสนุนส่งเสริมเด็กให้คงสภาพอยากรู้ อยากเห็น อยากลองและได้มีโอกาสทดลองสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ในขอบเขตที่เหมาะสมเพิ่มขึ้นตามวัย จะทำให้เด็กก้าวเข้าสู่วัยรุ่นด้วยความภาคภูมิใจที่ตนเองเคยมีประสบการณ์ต่างๆ มาบ้างสิ่งเหล่านี้จะมาเสริมความภาคภูมิใจในตนเองดังนั้นจะเห็นว่าการฝึกสอนและให้โอกาสเด็กได้ทดลองทำในสิ่งที่ถูกต้อง ควรฝึกสอนมาตั้งแต่เด็ก และควรค่อยๆ สอนถึงอันตรายในหลายสิ่งหลายอย่างที่มีอยู่ในสังคม และวิธีการแก้ไข เรียนรู้ทั้งสิ่งที่ดีและเลว การฝึกให้เด็กได้ลองในสิ่งที่น่าลอง แต่สนอให้หัดยั้งตัวเองในสิ่งที่อันตรายจึงเป็นวิธีที่สำคัญมาตั้งแต่วัยเรียน แต่ในทางตรงกันข้ามในกลุ่มวัยรุ่นที่ไม่เคยถูกฝึกให้ลองคิด ลองทำก่อน จะเกิดความสับสน วุ่นวายใจขาดความรู้ ขากทักษะ ขาดการฝึกฝน ขาดการลองทำผิดทำถูกมาก่อน จึงทำให้กลุ่มนี้ตกอยู่ในกลุ่มที่มีอันตรายสูง และในกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่พ่อแม่ปล่อยปละละเลย หรือไม่เคยสอนให้ยับยั้งชั่งใจมาก่อน นึกอยากทำอะไรก็จะทำ ไม่เคยต้องผิดหวัง ไม่เคยสนใจว่าการกระทำของตัวจะส่งผลกระทบต่อผู้คนรอบข้างอย่างไร
พฤติกรรมอยากลองของ มักจะมีสูงสุดในช่วงวัยรุ่นตอนกลาง เป็นเด็กก็ไม่ใช่ เป็นผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง แนวความคิดและการยับยั้งตัวเองมีไม่มากพอ
5. ความถูกต้อง ยุติธรรม โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นตอนกลาง มักจะถือว่าความยุติธรรมเป็นลักษณะหนึ่งของความเป็นผู้ใหญ่ วัยรุ่นจึงให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับความถูกต้อง ยุติธรรมตามทัศนะของตนเป็นอย่างยิ่ง และอยากจะทำอะไรหลายๆ อย่าง เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม ทั้งในแง่บุคคลและสังคมส่วนรวม จึงมักจะเห็นภาพวัยรุ่นถกเถียงกันเรื่องของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว
6.ความตื่นเต้น ท้าทาย ความต้องการหาประสบการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ เกลียดความจำเจซ้ำซาก วัยรุ่นกลุ่มนี้จะสร้างความตื่นเต้นท้าทายกับการที่กระทำผิดต่อกฎเกณฑ์ต่างๆ ของทางบ้านและกฏของสังคมนั่นเป็นเพราะว่าเป็นความตื่นเต้นและความรู้สึกว่าถูกท้าทาย แนวทางการเลี้ยงดูเด็กฝึกให้เด็กได้มีโอกาสทำงานที่ท้าทายความสามารถทีละน้อยอยู่ตลอดเวลา จะส่งผลทำให้เด็กได้พัฒนาความเชี่ยวชาญขึ้นมาได้ แก้ปัญหาได้
7.ต้องการการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ของกลุ่มเพื่อน พื้นฐานการเลี้ยงดูที่ยอมรับและมีความรักความผูกพันระหว่างพ่อแม่เด็ก จะมีผลทำให้เด็กเกิดความรู้สึก ดังที่กล่าวมานี้อย่างง่ายดาย จากการฝึกฝนให้โอกาสเด็กในการตัดสินใจลงมือกระทำหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ และรับฟังพยายามทำความเข้าใจตาม ถ้าเบี่ยงเบนก็ช่วยแก้ไข ถ้าถูกต้องก็ชมเชยและชื่นชม สิ่งเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้เด็กเกิดความรู้สึกเป็นที่ยอมรับจากบุคคลภายในบ้าน ซึ่งจะส่งผลทำให้เด็กอยากเป็นที่ยอมรับจากเพื่อน จากครูและจากคนอื่นๆ ต่อๆ ไป จึงเป็นเหตุผลจูงใจกระทำความดีมากขึ้นๆ
แต่ในกรณีตรงกันข้าม ถ้าเด็กคนใดเกิดมาในครอบครัวที่ยุ่งเหยิง ทำให้พ่อแม่ไม่มีปัญหาพอที่จะดูแลเด็ก กลับจะต้องส่งเด็กมาฝากให้ญาติเลี้ยงเป็นภาระ ไม่มีใครเป็นธุระจัดการอะไรให้อย่างออกนอกหน้า ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ค่อยอยากจะรับรู้ รับฟังเรื่องของเด็ก ถึงเวลาจะนานก็ไม่รู้ว่าใครจะให้ความอบอุ่นเมตตาหรือรักได้ มีความรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่เป็นที่ต้องการของใครแม้แต่คนเดียวในบ้านไม่ว่าจะถูกหรือทำผิด ทำดีหรือทำชั่วก็ไม่มีคนเห็นคนทัก หาคนที่หวังดีจริงจังในการแนะนำตักเตือนอดทนช่วยฝึกสอนก็ไม่มี ในลักษณะเช่นนี้เด็กจะมีชีวิตที่เลื่อนลอย ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นสมาชิกภายในบ้าน เป็นคนหนึ่งภายในครอบครัว ไม่มีใครรับฟังปัญหา หรือไม่รู้ว่าจะปรึกษาใคร เมื่อเติบโตไปโรงเรียนก็มักจะพกพาเอาความรู้สึกโดดเดี่ยว ว้าเหว่นี้ไปที่โรงเรียน ความที่ทักษะไม่ได้ถูกฝึกสอนมาตั้งแต่ที่บ้านจึงทำให้ผลการเรียนไม่ดี และมักจะแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อน
ปัญหาการปรับตัวในวัยรุ่น
ความขัดแย้งในจิตใจของวัยรุ่น ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็น สิ่งที่ปกติธรรมดาของการเจริญพัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่ แต่จะไม่รุนแรงมีผลกระทบต่อการเรียน การงานหรือด้านสังคม ในกรณีที่ปัญหารุนแรงส่งผลกระทบต่อด้านต่างๆ นั้น จึงจะจัดว่ามีปัญหาในการปรับตัว พบได้ร้อยละ 10-15 ของวัยรุ่นทั่วไป โดยเฉพาะปฏิกิริยาต่อการรับบทบาทหน้าที่ของความเป็นผู้ใหญ่ รู้สึกว่าการดูแลรับผิดชอบตัวเองเป็นภาระที่หนักหน่วงยากที่จะรับเอาไว้ได้เกิดความเคร่งเครียด บางรายมีอาการวิตกกังวล กลุ่มใจ ท้อแท้ ทานอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ ติดพ่อแม่ ครู หรือเพื่อนเหมือนเด็กเล็ก หรือมีอาการแสดงออกมาทางร่างกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง หรือมีอารมณ์ฉุนเฉียว วู่วาม ก้าวร้าว ต่อต้าน ซึ่งอาการเหล่านี้จะมีอยู่ไม่นาน ในที่สุดจะสามารถพัฒนาต่อไปได้ในที่สุด ชีวิตนี้แท้จริงมีปัญหาที่ทำให้เราต้องปรับตัว Wh
Sh
Hi
Fa
Fa
Wh
Sh
Ma
Wo
Me
Go
Fa
Ch
Wo
Cl
Gu
และแก้ไขความขัดแข้งประจำวันอยู่ตลอดเวลาแต่ในระยะวัยรุ่นซึ่งมีลักษณะพิเศษเพราะเกิดผลต่อเนื่องลุกลามได้ง่าย ทั้งนี้เนื่องจากวัยรุ่นมีอารมณ์อ่อนไหวง่าย อยากเป็นอิสระ อยากเป็นผู้ใหญ่ ไม่อยากฟังเหตุผลของใคร เจ้าทิฐิ อวดดี ถือดี แต่ในขณะเดียวกันก็ยังขาดความเชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหา ในการพูด การทำงาน จึงทำให้เพลี่ยงพล้ำได้ง่าย วัยรุ่นผู้เข้าใจปัญหาประจำวัยของตน และสามารถปรับตัวดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม คือ วัยรุ่นที่มีความสุข มีความสามารถที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต
การสร้างบุคลิกภาพ
การค้นหาเอกลักษณ์ของตนเอง
พัฒนาทางด้านความนึกคิด ค้นหาสิ่งต่างๆ ทั้งท่าทาง คำพูด การแสดงออก การแต่งกาย การเข้าสังคม วัยรุ่นที่สามารถผ่านพ้นภาวะวิกฤติในการค้นหาตัวเองได้อย่างไม่ยุ่งยากนัก มักจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ
เป็นผู้ที่ใช้สติปัญญาเผชิญกับเหตุการณ์ในชีวิตมากกว่าการใช้อารมณ์
เป็นผู้ที่เลือกเผชิญหน้ากับปัญหามากกว่าเป็นผู้ที่จะยอมหลีกเลี่ยงปัญหา
เป็นผู้ที่รู้เท่าทันธรรมชาติของตนมาก่อน
เป็นผู้ที่ไม่มีความรู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยวมีหนทางที่จะไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้
วัยรุ่นที่สามารถผ่านวิกฤตการณ์และค้นพบตัวเอง ก็เท่ากับมีความสามารถที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มี บุคลิกภาพมั่นคง
2. การเอาชนะตัวเอง การควบคุมพฤติกรรม อารมณ์ให้ออกมาในรูปที่เหมาะสมในระยะแรกๆ จะพบลักษณะสองจิตสองใจระหว่างความอยากเป็นเด็กต่อไปกับความอยากเป็นผู้ใหญ่ จากความรู้สึกนึกคิดของวัยรุ่นมักจะมองว่าสภาวะผู้ใหญ่หมายความว่า พึ่งตนเองได้ ตัดสินใจได้ถูกต้อง การที่จะเอาชนะใจตนเองนั้น Al
We
Bu
Fa
Wh
Ho
Sh
Wh
Co
Fa
Wh
Nu
Wo
Ho
To
เป็นสิ่งที่เด็กควรจะได้รับการเรียนรู้ ได้รับโอกาสในการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กๆ ทีละเล็กทีละน้อย ผ่านการที่พ่อแม่กำหนดขอบเขตต่างๆ ในชีวิต แต่ในวัยเด็กที่ไม่เคยเรียนรู้ที่จะยับยั้งชั่งใจมาก่อน ไม่เคยเอาชนะตัวเองโดยการทำตัวให้เหมาะสมได้เลย หรือถูกเลี้ยงดูให้เอาแต่ใจตัวเอง อยากได้อะไรก็ได้ อยากทำอะไรก็จะทำ ครั้งเติบโตเข้าวัยรุ่นมีอิสระมากขึ้น ก็จะเห็นพฤติกรรมที่ไม่ยั้งคิดได้บ่อยๆ และบางครั้งกลับเป็นอันตรายทั้งต่อตนเองและผู้อื่นอีกด้วย
3. การแยกตัวเองเป็นอิสระ คำว่าอิสระในสายตาของวัยรุ่น ก็คือ มีสิทธิและเสรีภาพเท่าที่บุคคลหนึ่งพึงจะมี ซึ่งรวมทั้งการแสดงความคิดเห็น การตัดสินใจในเหตุการณ์ต่างๆ ขณะเดียวกัน พวกเขาก็จะสังเกตดูการยอมรับจากพ่อแม่คนข้างเคียงด้วย
3.1 การได้แสดงออก
3.2 พึ่งตนเองได้
3.3 มีความรับผิดชอบ
3.4 ที่ค่านิยมที่ถูกต้อง
3.5 มั่นใจและภูมิใจในตนเอง
wadawannawan
Monday, August 3, 2015
การดูแลสุขภาพสุนัขในแต่ละสภาพอากาศ
มาดูสิ่งที่ควรเน้นดูแลน้องหมาในสภาพอากาศต่างๆ
สัปดาห์ก่อนปังปอนด์ได้แนะนำการปรับตัวให้น้องหมาเมื่อต้องย้ายมาอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศกันไปแล้ว คราวนี้ปังปอนด์ก็จะพาเพื่อน ๆ มาดูวิธีการดูแลสุนัขภาพน้องหมาในแต่ละสภาพอากาศในต่างประเทศกันค่ะ ว่าเราจะต้องดูแลน้องหมาและรับมือกับสภาพอากาศที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ ...
สภาพอากาศร้อน
ในหน้าร้อนของประเทศในแถบยุโรป เช่น อังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส นอร์เวย์ ฯลฯ ส่วนมากมักจะมีอุณหภูมิหนาวเย็นกว่าหน้าหนาวของประเทศไทยเรา แต่สำหรับฝั่งเอเชียก็จะมีสภาพอากาศร้อนชื้นใกล้เคียงกับประเทศไทยเรา ผู้เลี้ยงจึงต้องดูแลน้องหมาในหน้าร้อนอย่างใกล้ชิด โดยเน้นดูแลเรื่องอาหาร และช่วงเวลาการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับน้องหมา โดยอาหารที่มอบให้กับน้องหมาในหน้าร้อนควรเป็นอาหารที่สดใหม่ หรือปรุงสุกทุกมื้อ ไม่ควรทิ้งอาหารไว้ข้ามคืน เพื่อป้องกันโรคทางเดินอาหาร เพราะในหน้าร้อนมักมีโอกาสเสี่ยงที่อาหารของน้องหมาจะบูดได้ง่ายกว่าปกติ เมื่อน้องหมากินอาหารบูดเข้าไปก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้น้องหมาท้องเสียได้ แนะนำว่า ควรเปลี่ยนน้ำดื่มให้น้องหมาเช้าเย็น และหมั่นเติมน้ำให้น้องหมาบ่อย ๆ ในวันที่มีสภาพอากาศร้อนจัดเพื่อป้องกันน้องหมาขาดน้ำ เรียนรู้ข้อควรระวังในการคลายร้อนให้น้องหมาเพิ่มเติมที่บทความ ข้อควรระวังในการคลายร้อนให้น้องหมา ...
ส่วนการพาน้องหมาไปออกกำลังกายในช่วงหน้าร้อน ถือเป็นนาทีทองที่ผู้เลี้ยงพลาดไม่ได้เลยล่ะค่ะ เพราะในช่วงหน้าร้อนของต่างประเทศเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนรอคอย สภาพอากาศจะอบอุ่น ไม่ร้อนจัด ผู้คนมักจะออกมานั่งอาบแดด และพาน้องหมาของตัวเองมาวิ่งออกกำลังกาย และทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยผู้เลี้ยงควรเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาน้องหมาไปออกกำลังกายคือ ช่วงเช้าที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้วแต่แดดยังไม่แรง หรืออาจจะเป็นตอนเย็นช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ที่ถือว่าเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการออกกำลังกายค่ะ
แต่ในบางวันที่มีสภาพอากาศร้อนจัด ผู้เลี้ยงก็ควรระวังและไม่ควรให้น้องหมาออกกำลังกายเป็นเวลานาน ๆ เพราะน้องหมาอาจเป็นโรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก (Heat Stroke) และควรระมัดระวังตรวจดูเท้าของน้องหมาอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงที่เท้าของน้องหมาจะเกิดแผลพุพองที่เกิดจากการเดินบนพื้นปูนซีเมนต์ หรือเดินบนยางมะตอยร้อน ๆ ตามสวนสาธารณะเนื่องจากอาการร้อนจัดด้วยค่ะ
สำหรับเรื่องการอาบน้ำน้องหมาในช่วงหน้าร้อน ผู้เลี้ยงควรลดความถี่ในการอาบน้ำให้น้องหมาลงเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพราะการอาบน้ำให้น้องหมาบ่อย ๆ จะทำลายไขมันที่ร่างกายน้องหมาผลิตออกมาเคลือบผิวหนังและเส้นขน ส่งผลทำให้ผิวหนังและเส้นขนหยาบ แห้ง ขาดความเงางาม ก่อให้เกิดอาการคันในน้องหมาบางตัว และอาจส่งผลให้น้องหมาเป็นโรคผิวหนังอักเสบ ซึ่งถ้าหากมีอาการรุนแรงผิวหนังก็จะสามารถติดเชื้อได้ โดยเฉพาะในหน้าร้อน หากผิวหนังและเส้นขนของน้องหมาขาดน้ำมันมาเคลือบ ก็อาจจะยิ่งทำให้ผิวหนังของน้องหมาบอบบางยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ
สภาพอากาศเปียกชื้นฝนตก
สำหรับในต่างประเทศอย่าง ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี หรือฝั่งตะวันตกอย่าง ประเทศอังกฤษ ผู้เลี้ยงจะไม่สามารถคาดเดาสภาพอากาศในแต่ละวันได้เลยว่า วันไหนจะมีแดดออก หรือฝนตก ฉะนั้น ทางที่ดีผู้เลี้ยงก็ควรติดตามข่าวพยากรณ์อากาศในแต่ละวันอย่างใกล้ชิด เพื่อที่ผู้เลี้ยงจะได้ทราบ และเตรียมวางแผนโปรแกรมการพาน้องหมาไปออกกำลังกายได้อย่างสบายใจกันด้วยนะคะ
ในช่วงหน้าฝน หรือในช่วงที่ฝนตกบ่อย ๆ ผู้เลี้ยงจะต้องเน้นดูแลในเรื่องสุขภาพขนของน้องหมาเป็นพิเศษ เพราะในช่วงนี้มักพบปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากความอับชื้นส่งผลทำให้น้องหมามีกลิ่นตัวแรงมากกว่าปกติ และอีกปัญหาใหญ่ที่มักพบบ่อยในช่วงหน้าฝนคือ การเกิดคราบเหลืองตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ บนร่างกายของน้องหมา เช่น อุ้งเท้า ใต้ทอง รอบปาก ลำตัว หลังหู ก้นและหาง ที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ วิธีการเลี้ยงการดูแล ความอับชื้น ได้รับสิ่งแปลกปลอม เกิดอาการแพ้ หรือเกิดจากความซนของน้องหมาที่มักจะชอบวิ่งเล่น เล่นน้ำ ขุดดิน มุดต้นไม้ จึงทำให้สิ่งสกปรกต่าง ๆ เกาะตามตัวน้องหมา ยิ่งถ้าหากไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ทำความสะอาดร่างกายในทันที สิ่งสกปรกเหล่านี้จะถูกสะสมและก่อตัวเกิดเป็นคราบเหลืองค่ะ
โดยมากเรามักพบปัญหาคราบเหลืองในน้องหมาขนยาว ที่มีขนสีขาว สีครีม ที่สามารถเกิดคราบเหลืองได้ง่ายกว่าน้องหมาที่มีขนสั้น และมีสีขนเข้ม เช่น สีน้ำตาล สีช็อคโกแล็ต สีดำ แต่ก็ใช่ว่าน้องหมาที่มีสีขนเข้มจะไม่เกิดคราบเหลือง เพียงแต่เราจะมองเห็นไม่ชัดเจนเท่าน้องหมาที่มีสีขนอ่อน ซึ่งผู้เลี้ยงก็ต้องดูแลทำความสะอาดทั้งน้องหมาที่มีขนสีขาว สีครีม และน้องหมาที่มีขนสีเข้มเช่นเดียวกัน โดยวิธีป้องกันการเกิดคราบเหลือง และปัญหากลิ่นตัวที่ง่ายที่สุดมี 6 ขั้นตอนคือ
1.ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นเช็ดในบริเวณที่เสี่ยงต่อการเกิดคราบเหลืองเป็นประจำทุกวันในช่วงที่ฝนตกบ่อย ๆ หลังจากการเช็ด ผู้เลี้ยงควรใช้ผ้าแห้งเช็ดอย่างเบามือซ้ำอีกครั้งจนขนแห้ง หรืออาจจะทาทับด้วยแป้ง หรือ eye powder เพื่อไม่ให้ขนเกิดการอับชื้น ป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อยีสต์ค่ะ
2.น้ำดื่มสะอาด ถ้าหากผู้เลี้ยงให้น้องหมากินน้ำในชามอยู่ ก็ควรเปลี่ยนเป็นที่ให้น้ำแบบขวดแขวนจะดีกว่า เพราะว่า Fa Hi Wo Fi Wo 15 Wo So Bo Wh Wh Kn Fa Me Le Ho Wa Bu Wh Bo Wo ขนบริเวณปากน้องหมาจะได้ไม่สัมผัสกับน้ำโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดการเกิดความอับชื้นได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะกับน้องหมาที่มีขนสีขาวหรือสีอ่อน เช่น มอลทีส พูเดิ้ล ปอมเมอเรเนียน ฯลฯ ที่ขนมักจะเลอะและจับตัวเป็นก้อนได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับน้ำค่ะ
3.ตัดขน ในช่วงหน้าฝนผู้เลี้ยงควรพาน้องหมาไปตัดขนบางส่วนตามจุดสำคัญต่าง ๆ ตามร่างกาย โดยเฉพาะขนบริเวณใต้ท้อง (ในน้องหมาตัวผู้) และอุ้งเท้าที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดความอับชื้น การเกิดคราบเหลืองและสังกะตังค่ะ
4.หลีกเลี่ยงความเปียกชื้น ผู้เลี้ยงต้องคอยระวังเรื่องความสะอาดและความเปียกชื้น โดยอย่าปล่อยให้ขนของน้องหมาเปียกชื้นเป็นเวลานาน ๆ เมื่อพบว่าเขาไปวิ่งตากฝนจนตัวเปียก หรือรู้สึกว่าขนของน้องหมาเริ่มชื้น ให้รีบหาผ้ามาเช็ดให้ขนหมาด จากนั้นเอาไดร์เป่าขนให้แห้ง และควรสังเกตด้วยว่าผิวหนังของน้องหมามีตุ่มคันหรือไม่ มีอาการคันผิดปกติ หรือมีอาหารสะบัดหูบ่อย ๆ หรือไม่ ถ้ามีแสดงว่าเริ่มมีอาการผิดปกติ ควรจะรีบพาไปพบสัตวแพทย์ เพื่อหาสาเหตุของอาการดังกล่าวด้วยนะคะ
5.ให้อาหารสำเร็จรูปแบบเม็ด โดยเฉพาะกับ ผู้เลี้ยงควรเลือกให้อาหารเม็ดแบบกับน้องหมาขนสีขาวที่มีขนบริเวณปากยาว เพราะอาหารเม็ดจะไม่ทิ้งเศษอาหารไว้ที่บริเวณรอบปากของน้องหมา ซึ่งจะช่วยลดการเกิดคราบเหลืองได้ดี รวมถึงอาหารแบบเม็ดยังมีขอดีคือช่วยขัดฟันน้องหมาไม่ให้เกิดคราบหินปูน ช่วยให้น้องหมามีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีอีกด้วยค่ะ
6.สวมเสื้อและรองเท้ากันฝนให้น้องหมา ในช่วงที่ฝนตกบ่อย ๆ ผู้เลี้ยงควรหาซื้อเสื้อและรองเท้ากันฝนที่ผลิตจากพลาสติกหรือยางมาให้น้องหมาสวมใส่ เพื่อป้องกันขนน้องหมาไม่ให้สัมผัสโดนกับน้ำฝน ซึ่งจะช่วยป้องกันและลดการเกิดคราบเหลืองในน้องหมาได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ (อ่านเพิ่มเติม บทความจัดการคราบเหลืองตามตัวน้องหมาให้อยู่หมัด)
สภาพอากาศหนาวเย็น
ในหน้าหนาว ผู้เลี้ยงจะต้องเน้นดูแลเรื่องการออกกำลังกายและความอบอุ่นให้น้องหมาเพราะหน้าหนาวในต่างประเทศ ส่วนมากมักจะมีสภาพอากาศหนาวเย็นจนถึงขั้นติดลบจนมีหิมะ เสื้อผ้าสำหรับน้องหมา จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับน้องหมาที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ โดยเฉพาะกับน้องหมาพันธุ์เล็กที่มีขนสั้นที่มักจะขี้หนาว ซึ่งเราสามารถสังเกตเห็นได้จากน้องหมาจะมีอาการตัวสั่น หูเย็น อุ้งเท้าเย็น ฯ โดยผู้เลี้ยงควรเลือกเสื้อผ้าที่มีความหนา และมีคุณสมบัติทนความหนาวเย็นได้ ซึ่งแบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับน้องหมาที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศคือ เสื้อที่ถูกออกแบบให้บริเวณคอเป็นทรงสูง เช่น เสื้อคอเต่า หรือเสื้อที่สามารถคลุมตั้งแต่โคนหางจนถึงลำคอของน้องหมา และนอกจากนี้ผู้เลี้ยงอาจจะหาถุงเท้ามาให้น้องหมาสายพันธุ์เล็ก หรือน้องหมาเด็กสวมใส่เพราะพื้นภายในบ้านมักจะมีความเย็น เพื่อช่วยให้กักเก็บอุณหภูมิความร้อนในร่างกายน้องหมา และช่วยปกป้องเท้าของน้องหมาจากสิ่งสกปรก สารเคมีต่าง ๆ ภายในบ้านกันด้วยนะคะ
สำหรับเรื่องการให้อาหารน้องหมาก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน ผู้เลี้ยงควรเลือกอาหารที่มีคุณค่ากับน้องหมา โดยควรเน้นอาหารที่มีโปรตีนสูงคุณภาพดี เพื่อช่วยเสริมสร้างความอบอุ่นและช่วยเสริมสร้างพลังงานให้กับร่างกาย โดยผู้เลี้ยงควรเลือกเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปสูตรที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยของน้องหมาจะดีที่สุดเพราะอาหารเม็ดสำเร็จรูปมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและสมดุลเหมาะสมกับช่วงวัยเพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโต พัฒนาสมองและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย และอาจจะเสริมด้วยวิตามิน น้ำมันปลา กล้วย ที่จะช่วยให้น้องหมามีผิวหนังชุ่มชื้น ขนสวย ไม่หลุดร่วงง่าย โดยเฉพาะกับน้องหมาสายพันธุ์ที่มักจะพบปัญหาผิวหนังและขนร่วงในจำนวนมาก
และหากผู้เลี้ยงจะทำอาหารปรุงสุกให้น้องหมากินเอง ก็ควรควบคุมน้ำหนักของน้องหมาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอยู่เสมอและเลือกอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดีมาประกอบอาหาร เช่น อกไก่ เนื้อหมู ฯ โดยเราต้องคำนวณปริมาณอาหารที่เหมาะสมในแต่ละมื้อให้น้องหมา ด้วย โปรแกรมการคำนวณหาปริมาณอาหารที่เหมาะสมต่อวันของสุนัข ด้วยนะคะ
นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงยังต้องหมั่นพาน้องหมาไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อเผาผลาญพลังงานไม่ให้เกิดไขมันสะสม หรือเป็นโรคอ้วนได้ Nu Wo Ho To Gu Al Se Ho Go Se Al Hi Ac Fi Fl Sh St Fa Hi Ho Br Wh My Hi เพราะสภาพอากาศที่หนาวเย็นในต่างประเทศมักจะส่งผลให้น้องหมาขี้เกียจ เอาแต่นอนหลบความหนาวเย็นอยู่ภายในบ้าน ซึ่งสาเหตุที่น้องหมาชอบนอนนิ่ง ๆ ไม่เคลื่อนที่ก็เป็นเพราะสภาพอากาศร้อน ทำให้ร่างกายน้องหมาอ่อนเพลีย การเดินมาก ๆ หรือการเคลื่อนไหวจึงทำให้น้องหมาสูญเสียพลังงานและทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น น้องหมาจึงเลือกที่จะนอนเพื่อรักษาอุณหภูมิในร่างกายเอาไว้ ผู้เลี้ยงจึงต้องจัดตารางการออกกำลังกายให้น้องหมาและทำตามอย่างเคร่งครัด โดยอาจจะขอคำปรึกษากับสัตวแพทย์เพื่อจัดตารางการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับน้อหมาแต่ละตัวจะดีที่สุด
สำหรับการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับน้องหมาพันธุ์เล็กควรเป็นการออกกำลังกายแบบเบา ๆ เช่น พาไปเดินหรือวิ่งเล่นตามสวนสาธารณะโดยให้น้องหมาอยู่ในสายจูงทุกครั้ง ใช้เพียงแค่ 10- 15 นาที แล้วพัก 5-10 นาที จากนั้นให้กลับมาออกกำลังกายใหม่ หรืออาจจะสังเกตดูจากอาการหอบของน้องหมาที่จะแสดงออกมาตอนเหนื่อยก็ได้ค่ะ อาจจะหากิจกรรมอื่น ๆ เช่น เล่นเกมส์ฝึกสมอง โยนลูกบอล ดึงเชือก เพื่อกระตุ้นให้น้องหมาได้ออกกำลังกายทั้งร่างกายและสมองที่จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนในน้องหมาพันธุ์ใหญ่ผู้เลี้ยงอาจจะเพิ่มเวลาการออกกำลังกายเป็น 30-40 นาที รับรองว่า น้องหมาจะสามารถผ่านหน้าหนาวไปได้แบบชิลล์ ๆ เลยล่ะจ้า
เป็นยังไงกันบ้างคะสำหรับการดูแลน้องหมาในแต่ละสภาพอากาศ เพียงแค่เรารู้จักระมัดระวังและดูแลสุขภาพน้องหมาให้ถูกจุด น้องหมาก็จะมีร่างกายแข็งแรงปราศจากโรภภัยกันแล้วล่ะค่ะ
สัปดาห์ก่อนปังปอนด์ได้แนะนำการปรับตัวให้น้องหมาเมื่อต้องย้ายมาอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศกันไปแล้ว คราวนี้ปังปอนด์ก็จะพาเพื่อน ๆ มาดูวิธีการดูแลสุนัขภาพน้องหมาในแต่ละสภาพอากาศในต่างประเทศกันค่ะ ว่าเราจะต้องดูแลน้องหมาและรับมือกับสภาพอากาศที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ ...
สภาพอากาศร้อน
ในหน้าร้อนของประเทศในแถบยุโรป เช่น อังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส นอร์เวย์ ฯลฯ ส่วนมากมักจะมีอุณหภูมิหนาวเย็นกว่าหน้าหนาวของประเทศไทยเรา แต่สำหรับฝั่งเอเชียก็จะมีสภาพอากาศร้อนชื้นใกล้เคียงกับประเทศไทยเรา ผู้เลี้ยงจึงต้องดูแลน้องหมาในหน้าร้อนอย่างใกล้ชิด โดยเน้นดูแลเรื่องอาหาร และช่วงเวลาการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับน้องหมา โดยอาหารที่มอบให้กับน้องหมาในหน้าร้อนควรเป็นอาหารที่สดใหม่ หรือปรุงสุกทุกมื้อ ไม่ควรทิ้งอาหารไว้ข้ามคืน เพื่อป้องกันโรคทางเดินอาหาร เพราะในหน้าร้อนมักมีโอกาสเสี่ยงที่อาหารของน้องหมาจะบูดได้ง่ายกว่าปกติ เมื่อน้องหมากินอาหารบูดเข้าไปก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้น้องหมาท้องเสียได้ แนะนำว่า ควรเปลี่ยนน้ำดื่มให้น้องหมาเช้าเย็น และหมั่นเติมน้ำให้น้องหมาบ่อย ๆ ในวันที่มีสภาพอากาศร้อนจัดเพื่อป้องกันน้องหมาขาดน้ำ เรียนรู้ข้อควรระวังในการคลายร้อนให้น้องหมาเพิ่มเติมที่บทความ ข้อควรระวังในการคลายร้อนให้น้องหมา ...
ส่วนการพาน้องหมาไปออกกำลังกายในช่วงหน้าร้อน ถือเป็นนาทีทองที่ผู้เลี้ยงพลาดไม่ได้เลยล่ะค่ะ เพราะในช่วงหน้าร้อนของต่างประเทศเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนรอคอย สภาพอากาศจะอบอุ่น ไม่ร้อนจัด ผู้คนมักจะออกมานั่งอาบแดด และพาน้องหมาของตัวเองมาวิ่งออกกำลังกาย และทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยผู้เลี้ยงควรเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาน้องหมาไปออกกำลังกายคือ ช่วงเช้าที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้วแต่แดดยังไม่แรง หรืออาจจะเป็นตอนเย็นช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ที่ถือว่าเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการออกกำลังกายค่ะ
แต่ในบางวันที่มีสภาพอากาศร้อนจัด ผู้เลี้ยงก็ควรระวังและไม่ควรให้น้องหมาออกกำลังกายเป็นเวลานาน ๆ เพราะน้องหมาอาจเป็นโรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก (Heat Stroke) และควรระมัดระวังตรวจดูเท้าของน้องหมาอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงที่เท้าของน้องหมาจะเกิดแผลพุพองที่เกิดจากการเดินบนพื้นปูนซีเมนต์ หรือเดินบนยางมะตอยร้อน ๆ ตามสวนสาธารณะเนื่องจากอาการร้อนจัดด้วยค่ะ
สำหรับเรื่องการอาบน้ำน้องหมาในช่วงหน้าร้อน ผู้เลี้ยงควรลดความถี่ในการอาบน้ำให้น้องหมาลงเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพราะการอาบน้ำให้น้องหมาบ่อย ๆ จะทำลายไขมันที่ร่างกายน้องหมาผลิตออกมาเคลือบผิวหนังและเส้นขน ส่งผลทำให้ผิวหนังและเส้นขนหยาบ แห้ง ขาดความเงางาม ก่อให้เกิดอาการคันในน้องหมาบางตัว และอาจส่งผลให้น้องหมาเป็นโรคผิวหนังอักเสบ ซึ่งถ้าหากมีอาการรุนแรงผิวหนังก็จะสามารถติดเชื้อได้ โดยเฉพาะในหน้าร้อน หากผิวหนังและเส้นขนของน้องหมาขาดน้ำมันมาเคลือบ ก็อาจจะยิ่งทำให้ผิวหนังของน้องหมาบอบบางยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ
สภาพอากาศเปียกชื้นฝนตก
สำหรับในต่างประเทศอย่าง ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี หรือฝั่งตะวันตกอย่าง ประเทศอังกฤษ ผู้เลี้ยงจะไม่สามารถคาดเดาสภาพอากาศในแต่ละวันได้เลยว่า วันไหนจะมีแดดออก หรือฝนตก ฉะนั้น ทางที่ดีผู้เลี้ยงก็ควรติดตามข่าวพยากรณ์อากาศในแต่ละวันอย่างใกล้ชิด เพื่อที่ผู้เลี้ยงจะได้ทราบ และเตรียมวางแผนโปรแกรมการพาน้องหมาไปออกกำลังกายได้อย่างสบายใจกันด้วยนะคะ
ในช่วงหน้าฝน หรือในช่วงที่ฝนตกบ่อย ๆ ผู้เลี้ยงจะต้องเน้นดูแลในเรื่องสุขภาพขนของน้องหมาเป็นพิเศษ เพราะในช่วงนี้มักพบปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากความอับชื้นส่งผลทำให้น้องหมามีกลิ่นตัวแรงมากกว่าปกติ และอีกปัญหาใหญ่ที่มักพบบ่อยในช่วงหน้าฝนคือ การเกิดคราบเหลืองตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ บนร่างกายของน้องหมา เช่น อุ้งเท้า ใต้ทอง รอบปาก ลำตัว หลังหู ก้นและหาง ที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ วิธีการเลี้ยงการดูแล ความอับชื้น ได้รับสิ่งแปลกปลอม เกิดอาการแพ้ หรือเกิดจากความซนของน้องหมาที่มักจะชอบวิ่งเล่น เล่นน้ำ ขุดดิน มุดต้นไม้ จึงทำให้สิ่งสกปรกต่าง ๆ เกาะตามตัวน้องหมา ยิ่งถ้าหากไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ทำความสะอาดร่างกายในทันที สิ่งสกปรกเหล่านี้จะถูกสะสมและก่อตัวเกิดเป็นคราบเหลืองค่ะ
โดยมากเรามักพบปัญหาคราบเหลืองในน้องหมาขนยาว ที่มีขนสีขาว สีครีม ที่สามารถเกิดคราบเหลืองได้ง่ายกว่าน้องหมาที่มีขนสั้น และมีสีขนเข้ม เช่น สีน้ำตาล สีช็อคโกแล็ต สีดำ แต่ก็ใช่ว่าน้องหมาที่มีสีขนเข้มจะไม่เกิดคราบเหลือง เพียงแต่เราจะมองเห็นไม่ชัดเจนเท่าน้องหมาที่มีสีขนอ่อน ซึ่งผู้เลี้ยงก็ต้องดูแลทำความสะอาดทั้งน้องหมาที่มีขนสีขาว สีครีม และน้องหมาที่มีขนสีเข้มเช่นเดียวกัน โดยวิธีป้องกันการเกิดคราบเหลือง และปัญหากลิ่นตัวที่ง่ายที่สุดมี 6 ขั้นตอนคือ
1.ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นเช็ดในบริเวณที่เสี่ยงต่อการเกิดคราบเหลืองเป็นประจำทุกวันในช่วงที่ฝนตกบ่อย ๆ หลังจากการเช็ด ผู้เลี้ยงควรใช้ผ้าแห้งเช็ดอย่างเบามือซ้ำอีกครั้งจนขนแห้ง หรืออาจจะทาทับด้วยแป้ง หรือ eye powder เพื่อไม่ให้ขนเกิดการอับชื้น ป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อยีสต์ค่ะ
2.น้ำดื่มสะอาด ถ้าหากผู้เลี้ยงให้น้องหมากินน้ำในชามอยู่ ก็ควรเปลี่ยนเป็นที่ให้น้ำแบบขวดแขวนจะดีกว่า เพราะว่า Fa Hi Wo Fi Wo 15 Wo So Bo Wh Wh Kn Fa Me Le Ho Wa Bu Wh Bo Wo ขนบริเวณปากน้องหมาจะได้ไม่สัมผัสกับน้ำโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดการเกิดความอับชื้นได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะกับน้องหมาที่มีขนสีขาวหรือสีอ่อน เช่น มอลทีส พูเดิ้ล ปอมเมอเรเนียน ฯลฯ ที่ขนมักจะเลอะและจับตัวเป็นก้อนได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับน้ำค่ะ
3.ตัดขน ในช่วงหน้าฝนผู้เลี้ยงควรพาน้องหมาไปตัดขนบางส่วนตามจุดสำคัญต่าง ๆ ตามร่างกาย โดยเฉพาะขนบริเวณใต้ท้อง (ในน้องหมาตัวผู้) และอุ้งเท้าที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดความอับชื้น การเกิดคราบเหลืองและสังกะตังค่ะ
4.หลีกเลี่ยงความเปียกชื้น ผู้เลี้ยงต้องคอยระวังเรื่องความสะอาดและความเปียกชื้น โดยอย่าปล่อยให้ขนของน้องหมาเปียกชื้นเป็นเวลานาน ๆ เมื่อพบว่าเขาไปวิ่งตากฝนจนตัวเปียก หรือรู้สึกว่าขนของน้องหมาเริ่มชื้น ให้รีบหาผ้ามาเช็ดให้ขนหมาด จากนั้นเอาไดร์เป่าขนให้แห้ง และควรสังเกตด้วยว่าผิวหนังของน้องหมามีตุ่มคันหรือไม่ มีอาการคันผิดปกติ หรือมีอาหารสะบัดหูบ่อย ๆ หรือไม่ ถ้ามีแสดงว่าเริ่มมีอาการผิดปกติ ควรจะรีบพาไปพบสัตวแพทย์ เพื่อหาสาเหตุของอาการดังกล่าวด้วยนะคะ
5.ให้อาหารสำเร็จรูปแบบเม็ด โดยเฉพาะกับ ผู้เลี้ยงควรเลือกให้อาหารเม็ดแบบกับน้องหมาขนสีขาวที่มีขนบริเวณปากยาว เพราะอาหารเม็ดจะไม่ทิ้งเศษอาหารไว้ที่บริเวณรอบปากของน้องหมา ซึ่งจะช่วยลดการเกิดคราบเหลืองได้ดี รวมถึงอาหารแบบเม็ดยังมีขอดีคือช่วยขัดฟันน้องหมาไม่ให้เกิดคราบหินปูน ช่วยให้น้องหมามีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีอีกด้วยค่ะ
6.สวมเสื้อและรองเท้ากันฝนให้น้องหมา ในช่วงที่ฝนตกบ่อย ๆ ผู้เลี้ยงควรหาซื้อเสื้อและรองเท้ากันฝนที่ผลิตจากพลาสติกหรือยางมาให้น้องหมาสวมใส่ เพื่อป้องกันขนน้องหมาไม่ให้สัมผัสโดนกับน้ำฝน ซึ่งจะช่วยป้องกันและลดการเกิดคราบเหลืองในน้องหมาได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ (อ่านเพิ่มเติม บทความจัดการคราบเหลืองตามตัวน้องหมาให้อยู่หมัด)
สภาพอากาศหนาวเย็น
ในหน้าหนาว ผู้เลี้ยงจะต้องเน้นดูแลเรื่องการออกกำลังกายและความอบอุ่นให้น้องหมาเพราะหน้าหนาวในต่างประเทศ ส่วนมากมักจะมีสภาพอากาศหนาวเย็นจนถึงขั้นติดลบจนมีหิมะ เสื้อผ้าสำหรับน้องหมา จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับน้องหมาที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ โดยเฉพาะกับน้องหมาพันธุ์เล็กที่มีขนสั้นที่มักจะขี้หนาว ซึ่งเราสามารถสังเกตเห็นได้จากน้องหมาจะมีอาการตัวสั่น หูเย็น อุ้งเท้าเย็น ฯ โดยผู้เลี้ยงควรเลือกเสื้อผ้าที่มีความหนา และมีคุณสมบัติทนความหนาวเย็นได้ ซึ่งแบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับน้องหมาที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศคือ เสื้อที่ถูกออกแบบให้บริเวณคอเป็นทรงสูง เช่น เสื้อคอเต่า หรือเสื้อที่สามารถคลุมตั้งแต่โคนหางจนถึงลำคอของน้องหมา และนอกจากนี้ผู้เลี้ยงอาจจะหาถุงเท้ามาให้น้องหมาสายพันธุ์เล็ก หรือน้องหมาเด็กสวมใส่เพราะพื้นภายในบ้านมักจะมีความเย็น เพื่อช่วยให้กักเก็บอุณหภูมิความร้อนในร่างกายน้องหมา และช่วยปกป้องเท้าของน้องหมาจากสิ่งสกปรก สารเคมีต่าง ๆ ภายในบ้านกันด้วยนะคะ
สำหรับเรื่องการให้อาหารน้องหมาก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน ผู้เลี้ยงควรเลือกอาหารที่มีคุณค่ากับน้องหมา โดยควรเน้นอาหารที่มีโปรตีนสูงคุณภาพดี เพื่อช่วยเสริมสร้างความอบอุ่นและช่วยเสริมสร้างพลังงานให้กับร่างกาย โดยผู้เลี้ยงควรเลือกเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปสูตรที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยของน้องหมาจะดีที่สุดเพราะอาหารเม็ดสำเร็จรูปมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและสมดุลเหมาะสมกับช่วงวัยเพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโต พัฒนาสมองและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย และอาจจะเสริมด้วยวิตามิน น้ำมันปลา กล้วย ที่จะช่วยให้น้องหมามีผิวหนังชุ่มชื้น ขนสวย ไม่หลุดร่วงง่าย โดยเฉพาะกับน้องหมาสายพันธุ์ที่มักจะพบปัญหาผิวหนังและขนร่วงในจำนวนมาก
และหากผู้เลี้ยงจะทำอาหารปรุงสุกให้น้องหมากินเอง ก็ควรควบคุมน้ำหนักของน้องหมาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอยู่เสมอและเลือกอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดีมาประกอบอาหาร เช่น อกไก่ เนื้อหมู ฯ โดยเราต้องคำนวณปริมาณอาหารที่เหมาะสมในแต่ละมื้อให้น้องหมา ด้วย โปรแกรมการคำนวณหาปริมาณอาหารที่เหมาะสมต่อวันของสุนัข ด้วยนะคะ
นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงยังต้องหมั่นพาน้องหมาไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อเผาผลาญพลังงานไม่ให้เกิดไขมันสะสม หรือเป็นโรคอ้วนได้ Nu Wo Ho To Gu Al Se Ho Go Se Al Hi Ac Fi Fl Sh St Fa Hi Ho Br Wh My Hi เพราะสภาพอากาศที่หนาวเย็นในต่างประเทศมักจะส่งผลให้น้องหมาขี้เกียจ เอาแต่นอนหลบความหนาวเย็นอยู่ภายในบ้าน ซึ่งสาเหตุที่น้องหมาชอบนอนนิ่ง ๆ ไม่เคลื่อนที่ก็เป็นเพราะสภาพอากาศร้อน ทำให้ร่างกายน้องหมาอ่อนเพลีย การเดินมาก ๆ หรือการเคลื่อนไหวจึงทำให้น้องหมาสูญเสียพลังงานและทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น น้องหมาจึงเลือกที่จะนอนเพื่อรักษาอุณหภูมิในร่างกายเอาไว้ ผู้เลี้ยงจึงต้องจัดตารางการออกกำลังกายให้น้องหมาและทำตามอย่างเคร่งครัด โดยอาจจะขอคำปรึกษากับสัตวแพทย์เพื่อจัดตารางการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับน้อหมาแต่ละตัวจะดีที่สุด
สำหรับการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับน้องหมาพันธุ์เล็กควรเป็นการออกกำลังกายแบบเบา ๆ เช่น พาไปเดินหรือวิ่งเล่นตามสวนสาธารณะโดยให้น้องหมาอยู่ในสายจูงทุกครั้ง ใช้เพียงแค่ 10- 15 นาที แล้วพัก 5-10 นาที จากนั้นให้กลับมาออกกำลังกายใหม่ หรืออาจจะสังเกตดูจากอาการหอบของน้องหมาที่จะแสดงออกมาตอนเหนื่อยก็ได้ค่ะ อาจจะหากิจกรรมอื่น ๆ เช่น เล่นเกมส์ฝึกสมอง โยนลูกบอล ดึงเชือก เพื่อกระตุ้นให้น้องหมาได้ออกกำลังกายทั้งร่างกายและสมองที่จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนในน้องหมาพันธุ์ใหญ่ผู้เลี้ยงอาจจะเพิ่มเวลาการออกกำลังกายเป็น 30-40 นาที รับรองว่า น้องหมาจะสามารถผ่านหน้าหนาวไปได้แบบชิลล์ ๆ เลยล่ะจ้า
เป็นยังไงกันบ้างคะสำหรับการดูแลน้องหมาในแต่ละสภาพอากาศ เพียงแค่เรารู้จักระมัดระวังและดูแลสุขภาพน้องหมาให้ถูกจุด น้องหมาก็จะมีร่างกายแข็งแรงปราศจากโรภภัยกันแล้วล่ะค่ะ
กาแฟกับสุขภาพ
กาแฟ
หลังจากตื่นนอนตอนเช้าได้กาแฟหอมๆสักแก้วจะรู้สึกกระชุ่มกระชายตลอดทั้งเช้า บางท่านรับกาแฟและขนมบางอย่างเป็นอาหารเช้า หลังจากทำงานก็ยังมี coffee break บางท่านยังดื่มหลังอาหารเที่ยงและตอนสายๆ ยิ่งต้องเข้าประชุมกาแฟหอมๆสักแก้วจะทำให้สดชื่นหายง่วง ปัจจุบันการดื่มกาแฟเป็นที่นิยมการอย่างแพร่หลายตามปั้มน้ำมัน ตามห้างสรรพสินค้ามีการขายอย่างมากมาย จะเห็นได้ว่ากาแฟเป็นส่วนหนึ่งหรือบางคนอาจจะเป็นส่วนสองส่วนสามของชีวิตประจำวัน แต่จะมีใครกังวลหรือไม่ว่าที่เราดื่มทุกวันวันละหลายแก้วแล้วมันมีโทษ หรือคุณประโยชน์อะไรบ้าง หากคุณเป็นคอกาแฟคุณควรจะอ่านบทความนี้
ส่วนประกอบที่สำคัญของกาแฟ
ส่วนประกอบที่สำคัญของกาแฟคือ caffeine หรือมีชื่อทางเคมีว่า 1,3,7-trimethylxanthine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของยาขยายหลอดลม theophylline
caffeine สามารถพบได้ในหลายชนิดได้แก่ เมล็ดคา เมล็ดกาแฟ ใบชา โคลา caffeineถูกผสมลงในน้ำอัดลม ยาแก้หวัดบางชนิด ยาแก้ปวด ยาลดน้ำหนัก
กาแฟจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วหลังจากที่เราดื่มกาแฟและจะถูกขับออกไปครึ่งหนึ่งในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมงกาแฟจะไม่สะสมในร่างกายโดยจะถูกทำลายและขับออกหมด ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีการขับถ่ายกาแฟมากกว่าผู้ที่ไม่สูบดังนั้นคนที่สูบบุหรี่หากต้องการการกระตุ้นของกาแฟจะต้องดื่มกาแฟบ่อยกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ คนท้องและผู้ที่กินยาคุมกำเนิดจะมีการขับกาแฟน้อยกว่าคนทั่วไป กาแฟจะออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นสมองทำให้รู้สึกสดชื่นและมีสมาธิ
ปริมาณcaffeine ที่มีในเครื่องดื่มแต่ละชนิดขึ้นกับความเข้มข้น ตารางข้างล่างเป็นตัวอย่างปริมาณกาแฟ
Milligrams of Caffeine
ชนิดของเครื่องดื่ม
ปริมาณ
Range*
Coffee (150ml cup)
ต้ม, drip method
เครื่องต้มกาแฟ
กาแฟสำเร็จ
Decaffeinated
Espresso (30ml cup)
115
80
65
3
40
60-180
40-170
30-120
2-5
30-50
Teas (150ml cup)
ชาที่ต้ม
ชาเป็นซอง
ชาเย็น (240ml glass)
40
30
45
20-90
25-50
45-50
น้ำอัดลม (180ml)
18
15-30
Cocoa beverage (150ml)
4
2-20
นมรสChocolate (240ml)
5
2-7
Chocolateนม (30g)
6
1-15
Dark chocolate, semi-sweet (30g)
20
5-35
Cooking chocolate (30g)
นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่าวันหนึ่งๆเราจะรับสาร caffeine ประมาณ 250-600 มก.ซึ่งไม่เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย
ผลดีของกาแฟ
กาแฟจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้ไม่ง่วง Wh Hi Wo Fa Bo Wh Sh Wh Ma Wo Me Le Me Go Bu Wh Ho Sh Wh Co Fa Wh ก่ สมาธิในการทำงานดีขึ้น ผู้ที่ดื่มกาแฟจะทำให้ไม่ง่วงนอน มีสมาธิในการทำงาน และยังทำให้ความสามารถในการทำงานดีขึ้น และยังลดอาการปวดเมื่อยเนื่องจากไขหวัด
ผลต่อสมรรถภาพของร่างกายดีขึ้น เช่นการขี่จักรยาน การว่ายน้ำ เล่นกีฬาได้นานขึ้น
ผลดีของกาแฟจะทำให้ไม่ง่วงนอนโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเป็นกะ และช่วยลดอุบัติเหตุขณะขับรถ
กระตุ้นอวัยวะของร่างกายและเพิ่มการเผาผลาญไขมันและช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย กาแฟจะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อนๆดังนั้นขณะออกกำลังกายหรือหลังออกกำลังกายไม่ควรรับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟเพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ
ดื่มนานๆจะติดกาแฟหรือไม่
องค์การอนามัยโลกกล่าวว่าไม่มีหลักฐานว่ากาแฟจะเป็นสารซึ่งหากดื่มนานๆแล้วจะเสพติด การดื่มกาแฟจะเป็นนิสัยมากกว่าเสพติดเนื่องจากไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณของกาแฟ และเมื่อหยุดกาแฟบางคนก็เกิดอาการปวดหรือมึนศีรษะเพียงเล็กน้อย
ผลดีของกาแฟต่อสุขภาพ
โรคหอบหืด มีรายงานว่าการดื่มกาแฟวันละ 3 แก้วจะลดอาการหอบหืด หากดื่มมากกว่า 6 แก้วการทดสอบสมรรถภาพปอดจะดีขึ้น
กาแฟก็เหมือนกับพืชอื่นๆมีสาร flavanoid ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
การดื่มกาแฟจะลดอาการง่วงนอน และทำให้มีสมาธิในการทำงานดีขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเป็นกะ และลดอุบัติเหตุขณะขับขี่
กาแฟช่วยลดอาการซึมเศร้าและคลายความวิตกกังวล
การดื่มกาแฟเป็นประจำจะลดอุบัติการณ์การเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และยังลดอุบัติการณ์ของนิ่วในถุงน้ำดี
มีหลักฐานพอจะเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อดื่มวันละ 4 แก้ว
กาแฟกันสุขภาพสตรี
กาแฟกับการตั้งครรภ์ The Food Standards Agency Ho Go Wo Fi Wo Ac 15 So Sh Wh Fa Kn Ho Fa Br Ho Wa Hi Wh Fa Bo Wo Hiอนหน้านี้มีความเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ แต่จากหลักฐานยังไม่พบผลเสียดังกล่าว ประเทศอังกฤษได้แนะนำว่าการดื่มวันละ 3-4 แก้วขณะตั้งครรภ์ไม่เกิดผลเสีย สำหรับผู้ที่ตั้งท้องหากงดได้ก็น่าจะงด
การเป็นหมัน พบว่าหากดื่มกาแฟมากกว่า 1แก้วจะมีโอกาสเกิดการเป็นหมันเพิ่มขึ้น
กาแฟกับโรคกระดูกพรุน
ยังมีรายงานทั้งสนับสนุนว่าการดื่มกาแฟทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน บางรายงานก็กล่าวว่าไม่เกิดโรค ผู้ที่เกิดโรคกระดูกพรุนมักจะได้รับแคลเซียมไม่พอแนะนำว่าควรจะดื่มนมเริมสำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2 แก้วขึ้นไป
กาแฟกับโรคมะเร็ง
มีรายงานจากWorld Cancer Research Fund ว่าการดื่มกาแฟปริมาณปานกลางไม่มีความสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง
มีรายงานกล่าวว่าการดื่มกาแฟมีผลดีต่อการป้องกันมะเร็งตับอ่อนเล็กน้อย
มีรายงานว่าการดื่มกาแฟอาจจะมีผลป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ๋
กาแฟกับโรคหัวใจ
เท่ามีรายงานขณะนี้พบว่าการดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วไม่มีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจ
การดื่มกาแฟเป็นประจำไม่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น การดื่มกาแฟครั้งแรกจะทำให้ความดันขึ้นชั่วคราว
กาแฟกับโรคเบาหวาน
จากการศึกษาพบว่าการดื่มกาแฟจะทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินเพิ่มขึ้น 15 % กรดไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น ฮอร์โมน epinephrineเพิ่มสูงขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน
หลังจากตื่นนอนตอนเช้าได้กาแฟหอมๆสักแก้วจะรู้สึกกระชุ่มกระชายตลอดทั้งเช้า บางท่านรับกาแฟและขนมบางอย่างเป็นอาหารเช้า หลังจากทำงานก็ยังมี coffee break บางท่านยังดื่มหลังอาหารเที่ยงและตอนสายๆ ยิ่งต้องเข้าประชุมกาแฟหอมๆสักแก้วจะทำให้สดชื่นหายง่วง ปัจจุบันการดื่มกาแฟเป็นที่นิยมการอย่างแพร่หลายตามปั้มน้ำมัน ตามห้างสรรพสินค้ามีการขายอย่างมากมาย จะเห็นได้ว่ากาแฟเป็นส่วนหนึ่งหรือบางคนอาจจะเป็นส่วนสองส่วนสามของชีวิตประจำวัน แต่จะมีใครกังวลหรือไม่ว่าที่เราดื่มทุกวันวันละหลายแก้วแล้วมันมีโทษ หรือคุณประโยชน์อะไรบ้าง หากคุณเป็นคอกาแฟคุณควรจะอ่านบทความนี้
ส่วนประกอบที่สำคัญของกาแฟ
ส่วนประกอบที่สำคัญของกาแฟคือ caffeine หรือมีชื่อทางเคมีว่า 1,3,7-trimethylxanthine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของยาขยายหลอดลม theophylline
caffeine สามารถพบได้ในหลายชนิดได้แก่ เมล็ดคา เมล็ดกาแฟ ใบชา โคลา caffeineถูกผสมลงในน้ำอัดลม ยาแก้หวัดบางชนิด ยาแก้ปวด ยาลดน้ำหนัก
กาแฟจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วหลังจากที่เราดื่มกาแฟและจะถูกขับออกไปครึ่งหนึ่งในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมงกาแฟจะไม่สะสมในร่างกายโดยจะถูกทำลายและขับออกหมด ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีการขับถ่ายกาแฟมากกว่าผู้ที่ไม่สูบดังนั้นคนที่สูบบุหรี่หากต้องการการกระตุ้นของกาแฟจะต้องดื่มกาแฟบ่อยกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ คนท้องและผู้ที่กินยาคุมกำเนิดจะมีการขับกาแฟน้อยกว่าคนทั่วไป กาแฟจะออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นสมองทำให้รู้สึกสดชื่นและมีสมาธิ
ปริมาณcaffeine ที่มีในเครื่องดื่มแต่ละชนิดขึ้นกับความเข้มข้น ตารางข้างล่างเป็นตัวอย่างปริมาณกาแฟ
Milligrams of Caffeine
ชนิดของเครื่องดื่ม
ปริมาณ
Range*
Coffee (150ml cup)
ต้ม, drip method
เครื่องต้มกาแฟ
กาแฟสำเร็จ
Decaffeinated
Espresso (30ml cup)
115
80
65
3
40
60-180
40-170
30-120
2-5
30-50
Teas (150ml cup)
ชาที่ต้ม
ชาเป็นซอง
ชาเย็น (240ml glass)
40
30
45
20-90
25-50
45-50
น้ำอัดลม (180ml)
18
15-30
Cocoa beverage (150ml)
4
2-20
นมรสChocolate (240ml)
5
2-7
Chocolateนม (30g)
6
1-15
Dark chocolate, semi-sweet (30g)
20
5-35
Cooking chocolate (30g)
นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่าวันหนึ่งๆเราจะรับสาร caffeine ประมาณ 250-600 มก.ซึ่งไม่เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย
ผลดีของกาแฟ
กาแฟจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้ไม่ง่วง Wh Hi Wo Fa Bo Wh Sh Wh Ma Wo Me Le Me Go Bu Wh Ho Sh Wh Co Fa Wh ก่ สมาธิในการทำงานดีขึ้น ผู้ที่ดื่มกาแฟจะทำให้ไม่ง่วงนอน มีสมาธิในการทำงาน และยังทำให้ความสามารถในการทำงานดีขึ้น และยังลดอาการปวดเมื่อยเนื่องจากไขหวัด
ผลต่อสมรรถภาพของร่างกายดีขึ้น เช่นการขี่จักรยาน การว่ายน้ำ เล่นกีฬาได้นานขึ้น
ผลดีของกาแฟจะทำให้ไม่ง่วงนอนโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเป็นกะ และช่วยลดอุบัติเหตุขณะขับรถ
กระตุ้นอวัยวะของร่างกายและเพิ่มการเผาผลาญไขมันและช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย กาแฟจะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อนๆดังนั้นขณะออกกำลังกายหรือหลังออกกำลังกายไม่ควรรับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟเพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ
ดื่มนานๆจะติดกาแฟหรือไม่
องค์การอนามัยโลกกล่าวว่าไม่มีหลักฐานว่ากาแฟจะเป็นสารซึ่งหากดื่มนานๆแล้วจะเสพติด การดื่มกาแฟจะเป็นนิสัยมากกว่าเสพติดเนื่องจากไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณของกาแฟ และเมื่อหยุดกาแฟบางคนก็เกิดอาการปวดหรือมึนศีรษะเพียงเล็กน้อย
ผลดีของกาแฟต่อสุขภาพ
โรคหอบหืด มีรายงานว่าการดื่มกาแฟวันละ 3 แก้วจะลดอาการหอบหืด หากดื่มมากกว่า 6 แก้วการทดสอบสมรรถภาพปอดจะดีขึ้น
กาแฟก็เหมือนกับพืชอื่นๆมีสาร flavanoid ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
การดื่มกาแฟจะลดอาการง่วงนอน และทำให้มีสมาธิในการทำงานดีขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเป็นกะ และลดอุบัติเหตุขณะขับขี่
กาแฟช่วยลดอาการซึมเศร้าและคลายความวิตกกังวล
การดื่มกาแฟเป็นประจำจะลดอุบัติการณ์การเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และยังลดอุบัติการณ์ของนิ่วในถุงน้ำดี
มีหลักฐานพอจะเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อดื่มวันละ 4 แก้ว
กาแฟกันสุขภาพสตรี
กาแฟกับการตั้งครรภ์ The Food Standards Agency Ho Go Wo Fi Wo Ac 15 So Sh Wh Fa Kn Ho Fa Br Ho Wa Hi Wh Fa Bo Wo Hiอนหน้านี้มีความเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ แต่จากหลักฐานยังไม่พบผลเสียดังกล่าว ประเทศอังกฤษได้แนะนำว่าการดื่มวันละ 3-4 แก้วขณะตั้งครรภ์ไม่เกิดผลเสีย สำหรับผู้ที่ตั้งท้องหากงดได้ก็น่าจะงด
การเป็นหมัน พบว่าหากดื่มกาแฟมากกว่า 1แก้วจะมีโอกาสเกิดการเป็นหมันเพิ่มขึ้น
กาแฟกับโรคกระดูกพรุน
ยังมีรายงานทั้งสนับสนุนว่าการดื่มกาแฟทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน บางรายงานก็กล่าวว่าไม่เกิดโรค ผู้ที่เกิดโรคกระดูกพรุนมักจะได้รับแคลเซียมไม่พอแนะนำว่าควรจะดื่มนมเริมสำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2 แก้วขึ้นไป
กาแฟกับโรคมะเร็ง
มีรายงานจากWorld Cancer Research Fund ว่าการดื่มกาแฟปริมาณปานกลางไม่มีความสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง
มีรายงานกล่าวว่าการดื่มกาแฟมีผลดีต่อการป้องกันมะเร็งตับอ่อนเล็กน้อย
มีรายงานว่าการดื่มกาแฟอาจจะมีผลป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ๋
กาแฟกับโรคหัวใจ
เท่ามีรายงานขณะนี้พบว่าการดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วไม่มีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจ
การดื่มกาแฟเป็นประจำไม่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น การดื่มกาแฟครั้งแรกจะทำให้ความดันขึ้นชั่วคราว
กาแฟกับโรคเบาหวาน
จากการศึกษาพบว่าการดื่มกาแฟจะทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินเพิ่มขึ้น 15 % กรดไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น ฮอร์โมน epinephrineเพิ่มสูงขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน
กลวิธีคลายเครียด
ความเครียดทางอารมณ์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคนไม่มากก็น้อย ความเครียดอาจจะเกิดจากปฏิกิริยาในตัวเราเอง เช่น ปวดท้องอึขณะที่ขับรถติดในชั่วโมงเร่งด่วน หรือความเครียดที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น หุ้นตก สูญเสียเงิน ถูกโกงแชร์ เป็นนายกโดนปฎิวัติ ฯลฯ
ความเครียดขนาดน้อยๆ เป็นเรื่องปกติ ไม่มีปัญหา แต่อาจจะมีประโยชน์ ที่ทำให้เราพยายามเอาชนะมัน ทำให้เรามีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย เช่น เครียดเพราะกลัวสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ จึงทำให้ขยันเรียน แต่ความเครียดถ้ามีขนาดมาก ก็มีผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ความเครียดอาจจะทำให้ภูมิต้านทานโรคลดลง ทำให้เป็นหวัดง่าย เริมกำเริบ หรือในบางคนอาจจะเกิดโรคจู๋หมดน้ำยา หรือถึงขนาดฆ่าตัวตาย
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความเครียด แนะนำหลักการลดความเครียดไว้หลายอย่าง ขั้นแรกหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเครียด เขาให้คำนิยามของสาเหตุความเครียดไว้ว่า มันคือภาวะที่บีบคั้น ที่เกินความสามารถของเราที่จะตอบสนองได้
ความสามารถในการตอบสนองต่อความเครียด ขึ้นกับพันธุกรรม บุคลิกภาพ ประสบการณ์ของชีวิตของเรา เช่น คนบางคนอาจจะเครียด เมื่อต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที แต่บางคนชอบมาก เนื่องจากมีพันธุกรรม หรือบุคลิกของความไม่ขี้อายชอบแสดงออก บางคนเข้าใกล้หมาแล้วเครียดมาก เนื่องจากมีประสบการณ์โดนหมากัดตอนที่ยังเด็ก
สาเหตุของความเครียดหลายอย่าง มันเห็นได้เข้าใจได้เด่นชัด เช่น พ่อหรือแม่เสียชีวิต ลูกไม่สบาย แฟนเลิกร้าง กิ๊กเลิกรา หางานทำ ไม่ได้ ถูกไล่ออกจากงาน หาเงินไม่พอใช้ เป็นหนี้พนันบอล ฯลฯ แต่ความเครียดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันก็ไม่ควรมองข้าม เช่น ต้องขับรถฝ่าจราจรไปส่งหรือรับลูกที่โรงเรียนทุกวัน เพื่อนร่วมงานนิสัยไม่ดี คอมฯ มีปัญหาแฮงค์บ่อยทำให้ต้นฉบับหาย น้ำมันราคาแพง ความเครียด เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ถ้าเป็นอยู่นานๆ ก็สามารถสร้างความเสียหาย ให้กับชีวิตร่างกายหรือสุขภาพของเราได้มาก เพราะมันกระตุ้นร่างกายเรา ให้หลั่งฮอร์โมนความเครียดตลอดเวลา ทำให้เกิดโรคขึ้น เช่น ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ แล้วตามมาด้วยอัมพาตอัมพฤกษ์
กลวิธีคลายเครียดที่ผู้รู้แนะนำไว้ และคุณสามารถเลือกเอาไปใช้ได้มีหลายอย่าง คือ
จดบันทึกประจำวัน
• จดบันทึกประจำวันสักหนึ่งสัปดาห์ ให้สังเกตดูว่าเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใด ที่เราตอบสนองทางกาย ใจ หรืออารมณ์ในทางลบ และให้จดวันเวลาของเหตุการณ์ไว้ด้วย เขียนบรรยายเหตุการณ์เอาไว้ย่อๆ เราอยู่ในเหตุการณ์ตรงไหน มีใครเกี่ยวข้องบ้าง อะไรเป็นสาเหตุของความเครียด และบรรยายถึงการตอบสนองของเรา ต่อความเครียดนั้นด้วย อาการทางกายของเราเป็นอย่างไร เช่น หัวใจเต้นแรง ใจสั่น เหงื่อแตก ความรู้สึกของเราเป็นอย่างไร เราพูดอะไร หรือทำอะไรลงไปบ้าง เสร็จแล้วให้คะแนนความเครียดของเราจาก 1 ถึง 5 (น้อยไปมาก)
• จดบันทึกรายการของสิ่งหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่บีบคั้นเราให้ใช้เวลา และพลังงานกับมันในหนึ่งสัปดาห์ว่ามีอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น การงานที่เราทำอยู่ งานอาสาสมัคร ขับรถพาลูกไปเรียนพิเศษ ดูแลพ่อหรือแม่ที่แก่เฒ่า เสร็จแล้วให้คะแนนความมากน้อยของความเครียดที่ เราประสบจาก 1 ถึง 5 เหมือนข้างบน
หลังจากนั้น เราก็มานั่งพิจารณาสิ่งที่เราจดบันทึกไว้ พิจารณาสิ่งที่เราคิดว่าทำให้เราเครียดมากๆ แล้วเลือกขึ้นมาอย่างหนึ่ง เพื่อทำการวิเคราะห์โดยใช้เทคนิคที่ใช้แก้ปัญหาดังนี้
ปรับปรุงทักษะการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทักษะนี้สามารถทำให้คุณเก่ง ในการแยกแยะเป้าหมาย และให้ความสำคัญก่อนหลังของสิ่งที่เราต้องทำ ซึ่งจะช่วยลดความเครียดในชีวิตได้ ให้ใช้ทักษะต่างๆ ดังต่อไปนี้ช่วยลด ความเครียด
• สร้างความคาดหมายที่เป็นไปได้จริง และขีดเส้นตายให้กับงานที่เราจะทำ และทำการตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นประจำ
• จัดระเบียบบนโต๊ะทำงาน กำจัดกระดาษที่ไม่มีความสลักสำคัญ โดยการโยนมันทิ้งไป
• เขียนรายการแม่บทของสิ่งที่เราต้องทำก่อนหลังประจำวันแล้วทำตามนั้น
• ตลอดทั้งวันที่ทำงานหมั่นเช็ครายการ แม่บทที่เราทำไว้ ว่าเราได้ทำเสร็จไปตามลำดับก่อนหลังที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า
• หัดใช้สมุดนัดที่เขาเรียกว่าแพลนเนอร์ เพื่อจดบันทึกสิ่งที่เราวางแผนจะทำล่วงหน้า เป็นวัน เป็นเดือน หรือเป็นปี หรือเขียนรายการแม่บทตามที่กล่าวข้างบนนั้น Ho Wa Hi Wh Go Hi Wo Fi Wo 15 Wo So Bo Wh Sh Wh Ma Wo Me Le Me Go เป็นรายการที่ต้องทำก่อน-หลังประจำวัน ลงบนแพลนเนอร์ด้วย แล้วทำไปตามนั้น และทำการประเมินผลประจำวัน จะเกิดผลดี ไม่เกิดความยุ่งยาก สับสน ผิดนัด ใช้แพลนเนอร์เก็บเบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่ของคนสำคัญหรือลูกค้า เพื่อความสะดวกใน การค้นหาติดต่อ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ผิดพลาดเสียเวลาน้อยลง มีเวลาทำงาน อย่างอื่นหรือรื่นเริงมากขึ้น
• สำหรับการทำงานหรือโครงการที่มีความสำคัญมาก ให้กันเวลาที่ห้ามใครมารบกวนไว้ต่างหาก เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่องและเป็น ความลับ
หลีกเลี่ยงความเบื่อหน่ายหมดไฟในการทำงาน
ถ้าคุณมีความรู้สึกหมดไฟ ไม่อยากทำงาน หรือเครียดมากเป็นเวลานานเป็นสัปดาห์ ความรู้สึกนี้จะมีผลต่อความสัมพันธ์ในทางอาชีพ และในชีวิตส่วนตัวหรือในการทำมาหากินของคุณได้
ความอัดอั้นตันใจที่มากล้น ความรู้สึกเมินเฉยต่อการงาน ความหงุดหงิดรำคาญใจเป็นเวลายาวนาน ความขุนเคืองใจ และมีความโน้มเอียงที่จะโต้เถียงเป็นประจำ สิ่งเหล่านี้ เป็นตัวชี้บ่งถึงอาการหมดไฟในการทำงาน ซึ่งจำเป็นต้อง ได้รับการจัดการเยียวยาให้มันดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเขาแนะนำกลยุทธในการต่อสู้ดังนี้
• ดูแลตัวเองให้สุขภาพดี กินอาหารให้ครบห้าหมู่ กินให้ครบทุกมื้อรวมทั้งอาหารเช้า กินในขนาดที่พอประมาณ (ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม) นอนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอให้พอเหมาะ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ร่างกายของท่านแข็งแรง สามารถสู้กับความเครียดทางกายและใจได้ดี
• สร้างสัมพันธไมตรีกับเพื่อนในที่ทำงานและนอกที่ทำงาน หาเพื่อนสนิทที่เราสามารถบ่นเรื่องคับข้องใจ ปรับทุกข์เรื่องการงานให้ฟังได้ Bu Fa Bo Wo Wh Sh Hi Fa Wh Fa Wh Nu Gu We Bu Wh Ho Hi Wh Co Wh My Wo ทำให้มีหนทางในการแก้ปัญหา ที่ก่อความเครียดของเราได้ หลีกเลี่ยงการคบค้ากับคนที่เรามีความรู้สึกไม่ดี คนไม่จริงใจ ไม่เป็นกัลยาณมิตร เพราะจะยิ่งจะตอกย้ำความรู้สึกย่ำแย่ให้มากขึ้น ในมงคลสูตรก็กล่าวไว้ให้คบคนดี หลีกหนีคนพาล มองหากัลยาณมิตร
• รู้จักลาพักผ่อน ลาพักร้อน วาเคชั่น บางคนอาจจะลาไปปฏิบัติธรรมฝึกวิปัสสนากรรมฐาน หรือปลีกวิเวก สำหรับคนที่ทำได้ มันจะทำให้คลายเครียดลงได้มาก แน่นอน และสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ลาได้ไม่มาก ก็อาจจะมีการเบรคพักคลายเครียดชั่วครู่ในเวลาทำงาน ก็จะช่วยได้บ้าง
• ในบางกรณีจำเป็นต้องฝึกการปฏิเสธ หัดSay No กับเพื่อนที่มาชวนไปทำโน่นทำนี้ ที่ทำให้เราเครียด เช่น เป็นสาวเป็นแส้เที่ยวแร่ไปตามที่อโคจร ไปนั่งตามผับตามบาร์ ดื่มเหล้าสูบยาซึ่งเป็นท่าทีเชิญชวนให้ หนุ่มเหน้าเข้ามาโอภาปราศรัยอยากได้ปลื้ม
• หัดยับยั้งชั่งใจไม่โต้เถียงกับใครๆ โดยไม่เลือก พยายามใจเย็น มีสติ สัมปชัญญะ เถียงเฉพาะเรื่องที่มีความสลักสำคัญจริง (ไม่ใช่เรื่องทักษิณออกไป) แต่ที่ดีที่สุดคือหุบปากไม่เถียงกับใครเลย ทุกครั้งที่เถียงกัน จะมีการหลั่งของฮอร์โมนความเครียด ความดันเลือดพุ่งขึ้นทุกที
• ทางออกของความเครียดที่ควรหัดมีไว้คือ การอ่านหนังสือที่เราชอบ ทำงานอดิเรกที่เรารัก ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่เราสนุก ทำให้รู้สึกชื่นมื่นเพราะเอนดอร์ฟิน (สารสร้างสุข) หลั่งออกมา
ความเครียดขนาดน้อยๆ เป็นเรื่องปกติ ไม่มีปัญหา แต่อาจจะมีประโยชน์ ที่ทำให้เราพยายามเอาชนะมัน ทำให้เรามีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย เช่น เครียดเพราะกลัวสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ จึงทำให้ขยันเรียน แต่ความเครียดถ้ามีขนาดมาก ก็มีผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ความเครียดอาจจะทำให้ภูมิต้านทานโรคลดลง ทำให้เป็นหวัดง่าย เริมกำเริบ หรือในบางคนอาจจะเกิดโรคจู๋หมดน้ำยา หรือถึงขนาดฆ่าตัวตาย
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความเครียด แนะนำหลักการลดความเครียดไว้หลายอย่าง ขั้นแรกหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเครียด เขาให้คำนิยามของสาเหตุความเครียดไว้ว่า มันคือภาวะที่บีบคั้น ที่เกินความสามารถของเราที่จะตอบสนองได้
ความสามารถในการตอบสนองต่อความเครียด ขึ้นกับพันธุกรรม บุคลิกภาพ ประสบการณ์ของชีวิตของเรา เช่น คนบางคนอาจจะเครียด เมื่อต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที แต่บางคนชอบมาก เนื่องจากมีพันธุกรรม หรือบุคลิกของความไม่ขี้อายชอบแสดงออก บางคนเข้าใกล้หมาแล้วเครียดมาก เนื่องจากมีประสบการณ์โดนหมากัดตอนที่ยังเด็ก
สาเหตุของความเครียดหลายอย่าง มันเห็นได้เข้าใจได้เด่นชัด เช่น พ่อหรือแม่เสียชีวิต ลูกไม่สบาย แฟนเลิกร้าง กิ๊กเลิกรา หางานทำ ไม่ได้ ถูกไล่ออกจากงาน หาเงินไม่พอใช้ เป็นหนี้พนันบอล ฯลฯ แต่ความเครียดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันก็ไม่ควรมองข้าม เช่น ต้องขับรถฝ่าจราจรไปส่งหรือรับลูกที่โรงเรียนทุกวัน เพื่อนร่วมงานนิสัยไม่ดี คอมฯ มีปัญหาแฮงค์บ่อยทำให้ต้นฉบับหาย น้ำมันราคาแพง ความเครียด เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ถ้าเป็นอยู่นานๆ ก็สามารถสร้างความเสียหาย ให้กับชีวิตร่างกายหรือสุขภาพของเราได้มาก เพราะมันกระตุ้นร่างกายเรา ให้หลั่งฮอร์โมนความเครียดตลอดเวลา ทำให้เกิดโรคขึ้น เช่น ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ แล้วตามมาด้วยอัมพาตอัมพฤกษ์
กลวิธีคลายเครียดที่ผู้รู้แนะนำไว้ และคุณสามารถเลือกเอาไปใช้ได้มีหลายอย่าง คือ
จดบันทึกประจำวัน
• จดบันทึกประจำวันสักหนึ่งสัปดาห์ ให้สังเกตดูว่าเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใด ที่เราตอบสนองทางกาย ใจ หรืออารมณ์ในทางลบ และให้จดวันเวลาของเหตุการณ์ไว้ด้วย เขียนบรรยายเหตุการณ์เอาไว้ย่อๆ เราอยู่ในเหตุการณ์ตรงไหน มีใครเกี่ยวข้องบ้าง อะไรเป็นสาเหตุของความเครียด และบรรยายถึงการตอบสนองของเรา ต่อความเครียดนั้นด้วย อาการทางกายของเราเป็นอย่างไร เช่น หัวใจเต้นแรง ใจสั่น เหงื่อแตก ความรู้สึกของเราเป็นอย่างไร เราพูดอะไร หรือทำอะไรลงไปบ้าง เสร็จแล้วให้คะแนนความเครียดของเราจาก 1 ถึง 5 (น้อยไปมาก)
• จดบันทึกรายการของสิ่งหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่บีบคั้นเราให้ใช้เวลา และพลังงานกับมันในหนึ่งสัปดาห์ว่ามีอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น การงานที่เราทำอยู่ งานอาสาสมัคร ขับรถพาลูกไปเรียนพิเศษ ดูแลพ่อหรือแม่ที่แก่เฒ่า เสร็จแล้วให้คะแนนความมากน้อยของความเครียดที่ เราประสบจาก 1 ถึง 5 เหมือนข้างบน
หลังจากนั้น เราก็มานั่งพิจารณาสิ่งที่เราจดบันทึกไว้ พิจารณาสิ่งที่เราคิดว่าทำให้เราเครียดมากๆ แล้วเลือกขึ้นมาอย่างหนึ่ง เพื่อทำการวิเคราะห์โดยใช้เทคนิคที่ใช้แก้ปัญหาดังนี้
ปรับปรุงทักษะการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทักษะนี้สามารถทำให้คุณเก่ง ในการแยกแยะเป้าหมาย และให้ความสำคัญก่อนหลังของสิ่งที่เราต้องทำ ซึ่งจะช่วยลดความเครียดในชีวิตได้ ให้ใช้ทักษะต่างๆ ดังต่อไปนี้ช่วยลด ความเครียด
• สร้างความคาดหมายที่เป็นไปได้จริง และขีดเส้นตายให้กับงานที่เราจะทำ และทำการตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นประจำ
• จัดระเบียบบนโต๊ะทำงาน กำจัดกระดาษที่ไม่มีความสลักสำคัญ โดยการโยนมันทิ้งไป
• เขียนรายการแม่บทของสิ่งที่เราต้องทำก่อนหลังประจำวันแล้วทำตามนั้น
• ตลอดทั้งวันที่ทำงานหมั่นเช็ครายการ แม่บทที่เราทำไว้ ว่าเราได้ทำเสร็จไปตามลำดับก่อนหลังที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า
• หัดใช้สมุดนัดที่เขาเรียกว่าแพลนเนอร์ เพื่อจดบันทึกสิ่งที่เราวางแผนจะทำล่วงหน้า เป็นวัน เป็นเดือน หรือเป็นปี หรือเขียนรายการแม่บทตามที่กล่าวข้างบนนั้น Ho Wa Hi Wh Go Hi Wo Fi Wo 15 Wo So Bo Wh Sh Wh Ma Wo Me Le Me Go เป็นรายการที่ต้องทำก่อน-หลังประจำวัน ลงบนแพลนเนอร์ด้วย แล้วทำไปตามนั้น และทำการประเมินผลประจำวัน จะเกิดผลดี ไม่เกิดความยุ่งยาก สับสน ผิดนัด ใช้แพลนเนอร์เก็บเบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่ของคนสำคัญหรือลูกค้า เพื่อความสะดวกใน การค้นหาติดต่อ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ผิดพลาดเสียเวลาน้อยลง มีเวลาทำงาน อย่างอื่นหรือรื่นเริงมากขึ้น
• สำหรับการทำงานหรือโครงการที่มีความสำคัญมาก ให้กันเวลาที่ห้ามใครมารบกวนไว้ต่างหาก เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่องและเป็น ความลับ
หลีกเลี่ยงความเบื่อหน่ายหมดไฟในการทำงาน
ถ้าคุณมีความรู้สึกหมดไฟ ไม่อยากทำงาน หรือเครียดมากเป็นเวลานานเป็นสัปดาห์ ความรู้สึกนี้จะมีผลต่อความสัมพันธ์ในทางอาชีพ และในชีวิตส่วนตัวหรือในการทำมาหากินของคุณได้
ความอัดอั้นตันใจที่มากล้น ความรู้สึกเมินเฉยต่อการงาน ความหงุดหงิดรำคาญใจเป็นเวลายาวนาน ความขุนเคืองใจ และมีความโน้มเอียงที่จะโต้เถียงเป็นประจำ สิ่งเหล่านี้ เป็นตัวชี้บ่งถึงอาการหมดไฟในการทำงาน ซึ่งจำเป็นต้อง ได้รับการจัดการเยียวยาให้มันดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเขาแนะนำกลยุทธในการต่อสู้ดังนี้
• ดูแลตัวเองให้สุขภาพดี กินอาหารให้ครบห้าหมู่ กินให้ครบทุกมื้อรวมทั้งอาหารเช้า กินในขนาดที่พอประมาณ (ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม) นอนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอให้พอเหมาะ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ร่างกายของท่านแข็งแรง สามารถสู้กับความเครียดทางกายและใจได้ดี
• สร้างสัมพันธไมตรีกับเพื่อนในที่ทำงานและนอกที่ทำงาน หาเพื่อนสนิทที่เราสามารถบ่นเรื่องคับข้องใจ ปรับทุกข์เรื่องการงานให้ฟังได้ Bu Fa Bo Wo Wh Sh Hi Fa Wh Fa Wh Nu Gu We Bu Wh Ho Hi Wh Co Wh My Wo ทำให้มีหนทางในการแก้ปัญหา ที่ก่อความเครียดของเราได้ หลีกเลี่ยงการคบค้ากับคนที่เรามีความรู้สึกไม่ดี คนไม่จริงใจ ไม่เป็นกัลยาณมิตร เพราะจะยิ่งจะตอกย้ำความรู้สึกย่ำแย่ให้มากขึ้น ในมงคลสูตรก็กล่าวไว้ให้คบคนดี หลีกหนีคนพาล มองหากัลยาณมิตร
• รู้จักลาพักผ่อน ลาพักร้อน วาเคชั่น บางคนอาจจะลาไปปฏิบัติธรรมฝึกวิปัสสนากรรมฐาน หรือปลีกวิเวก สำหรับคนที่ทำได้ มันจะทำให้คลายเครียดลงได้มาก แน่นอน และสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ลาได้ไม่มาก ก็อาจจะมีการเบรคพักคลายเครียดชั่วครู่ในเวลาทำงาน ก็จะช่วยได้บ้าง
• ในบางกรณีจำเป็นต้องฝึกการปฏิเสธ หัดSay No กับเพื่อนที่มาชวนไปทำโน่นทำนี้ ที่ทำให้เราเครียด เช่น เป็นสาวเป็นแส้เที่ยวแร่ไปตามที่อโคจร ไปนั่งตามผับตามบาร์ ดื่มเหล้าสูบยาซึ่งเป็นท่าทีเชิญชวนให้ หนุ่มเหน้าเข้ามาโอภาปราศรัยอยากได้ปลื้ม
• หัดยับยั้งชั่งใจไม่โต้เถียงกับใครๆ โดยไม่เลือก พยายามใจเย็น มีสติ สัมปชัญญะ เถียงเฉพาะเรื่องที่มีความสลักสำคัญจริง (ไม่ใช่เรื่องทักษิณออกไป) แต่ที่ดีที่สุดคือหุบปากไม่เถียงกับใครเลย ทุกครั้งที่เถียงกัน จะมีการหลั่งของฮอร์โมนความเครียด ความดันเลือดพุ่งขึ้นทุกที
• ทางออกของความเครียดที่ควรหัดมีไว้คือ การอ่านหนังสือที่เราชอบ ทำงานอดิเรกที่เรารัก ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่เราสนุก ทำให้รู้สึกชื่นมื่นเพราะเอนดอร์ฟิน (สารสร้างสุข) หลั่งออกมา
การรักษา ที่ดีที่สุด
การรักษา ที่ดีที่สุด คือ ป้องกันสาเหตุ ได้แก่
1. ลดน้ำหนักตัว ไม่ใช่การอดอาหาร แต่เป็นการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่งดเว้นการกินอาหาร
ที่มีแคลอรี่สูง มากเกิน ความจำเป็น เช่น ดื่มน้ำหวาน
2. ท่าทางเหมาะสม
ท่ายืน ที่ถูกต้อง คือ แขม่วท้องอกผายไหล่ผึ่งเอวแอ่นน้อยที่สุด ถ้าต้องยืนเป็นเวลานานควรมี
ที่พักเท้า การยืนห่อไหล่พุงยื่น ทำให้เอวแอ่น มากปวดหลังได้
ท่านั่ง ที่ถูกต้อง สันหลังตรงพิงพนัก เก้าอี้สูงพอดี และควรมีที่พักแขน การนั่งห่างจากโต๊ะ
มากทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานมาก ที่นั่งที่เหมาะสม ที่สุดในการพักผ่อน ควรเอียง 60 องศา
จากแนวตั้ง มีส่วนหนุนหลัง มีที่วางแขน ทำด้วยวัสดุนุ่มแต่แน่น
ท่านั่งขับรถ ที่ถูกต้อง หลังพิงพนัก เข่างอเหนือระดับสะโพก การนั่งห่างเกินไป ทำให้เข่าต้อง
เหยียดออกกระดูกสันหลังตึง
ท่ายกของ ที่ถูกต้อง ควรย่อตัว ยกของให้ชิดตัว แล้วลุกด้วยกำลังขา การก้มลงหยิบของในลักษณะ
เข่าเหยียดตรง ทำให้ปวดหลังได้
ท่าถือของ ที่ถูกต้องควรให้ชิดตัวที่สุด การถือของห่างจากลำตัว ทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหนัก
ปวดหลังได้
ท่าเข็นรถ ที่ถูกต้อง ควรดันไปข้างหน้า ออกแรงที่กล้ามท้อง การดึง ถอยหลังจะออกแรงที่กล้ามเนื้อ
หลังเป็นเหตุให้ปวดหลัง
ท่านอน ที่นอน ควรจะแน่น ยุบตัวน้อยที่สุด ไม่ควรใช้ฟูกฟองน้ำ หรือเตียงสปริง เพราะหลัง จะจม
อยู่ในแอ่ง ทำให้กระดูกสันหลังแอ่น มากปวดหลังได้
นอนคว่ำ จะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากที่สุด โดยเฉพาะระดับเอว ทำให้ปวดหลังได้
นอนหงาย ทำให้หลังแอ่นได้เล็กน้อย ควรใช้หมอนข้างใบใหญ่ หนุนใต้ โคนขา จะช่วยให้กระดูก
สันหลังไม่แอ่น
นอนตะแคง เป็นท่านอนที่ดี ควรให้ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอ สะโพก และเข่ากอดหมอนข้าง
3. การออกกำลังกาย
กระดูกสันหลังปกติรับน้ำหนักมากอาจหลุดได้ แต่นักกีฬายกน้ำหนัก ได้มาก เพราะมีกล้ามเนื้อท้อง
แข็งแรง เปรียบเสมือนมีลูกบอลคอยช่วย รับน้ำหนักไว้ การออกกำลังกายที่จำเป็นต้องทำเป็นประจำ
ปวดหลัง Back pain:
จาก หน่วยแนะแนวและปรึกษาปัญหาสุขภาพคลีนิค ผู้ป่วยนอก ออร์โทบิดิกส์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
จารุณี นันทวโนทยาน รวบรวม ร.ศ. นพ. วิเชียร เลาหเจริญสมบัติ ที่ปรีกษา
ปวดหลัง-ปวดเอว เป็นอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน จากสถิติ มนุษย์ร้อยละ 80 เคยมี
ประสบการณ์การปวดหลัง-ปวดเอว อาการปวดจะแสดงได้ต่าง ๆ กัน บางท่านอาจปวดเฉพาะ
บริเวณหลังหรือกระเบนเหน็บ Ma Wo Fa Ho To Al Se Al Hi Fi Fl St Ho Wh Nu Gu We Bu Wh Sk Sh Fa หรือบางท่านอาจปวดหลัง และร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง
สองข้างและมีอาการชาร่วมด้วยจนเดินไม่ได้ก็มี
หลังที่สมบูรณ์แข็งแรงจะยืดหยุ่นและไม่ปวดมีการทำงานของระบบโครงสร้าง คือ
กระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกกล้ามเนื้อและเอ็นอย่างเหมาะสม และปกป้องอันตรายไม่ให้เกิด
กับประสาทไขสันหลัง
สาเหตุอาการปวดหลัง
1.) การใช้กิริยาท่าทางต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันไม่ถูกต้อง
2.) ความเสื่อมของกระดูกและข้อจากวัยที่สูงขึ้น
3.) ขาดการออกกำลังกายหรือมีการเคลื่อนไหวที่จำกัด
4.) ความผิดปกติของกระดูกสันหลังแต่กำเนิด เช่น หลังคด หลังแอ่น
5.) การมีการอักเสบหรือติดเชื้อ เช่น วัณโรคของกระดูกสันหลัง
6.) การได้รับอุบัติเหตุ เช่น ตกจากที่สูง
7.) การมีเนื้องอกของประสาทไขสันหลังหรือมะเร็งที่แพร่กระจายมายังกระดูกสันหลัง
8.) อาการปวดร้าวมายังหลังจากโรคของอวัยวะในระบบอื่น ๆ เช่นนิ่วในไต เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน
9.) ปัญหาที่ทำให้เกิดความตึงเครียด และความวิตกกังวลในชีวิต
การป้องกันอาการปวดหลัง
1.) เรียนรู้การใช้กิริยาท่าทางที่ถูกต้องในชีวิตประจำวัน
2.) หลีกเหลี่ยงการอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน
3.) หลีกเหลี่ยงการใช้แรงงานมาก ๆ และรู้ถึงขีดจำกัดกำลังของตัวเองในการยกของหนัก
4.) ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน ซึ่งทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวต้องรับน้ำหนักมาก โดย
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์สำหรับร่างกายให้ครบทุกประเภท
5.) บำรุงรักษาสุขภาพร่างกายทั่วไปให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ ร่วมกับการออกกำลังกาย
กลางแจ้ง เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ รำมวยจีน จะช่วยลดอาการปวดหลังจากการทำงาน
6.) ออกกำลังบริหารร่างกาย ป้องกันอาการปวดหลังอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ถึงแม้ในปัจจุบัน
ยังไม่มีอาการปวดหลัง
7.) ปรึกษาแพทย์และรับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มมีอาการ หรือสังเกตุเห็นความผิดปกติ
การบริหารร่างกายป้องกันอาการปวดหลัง
1. ประโยชน์
1.1 ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวไม่เกร็ง และแข็งแรงอยู่เสมอ
1.2 กระดูกและข้อเสื่อมช้าลง
2. หลักการ
2.1 เป็นการออกกำลังบริหารร่างกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หน้าท้อง หลัง
ตะโพก และต้นขา และเพื่อยึดกล้ามเนื้อด้านหลังของหลังและขา
2.2 ควรออกกำลังบริหารด้วยความตั้งใจ ทำช้า ๆ ไม่หักโหม บริหารอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
เช้า – เย็น และในแต่ละท่าการบริหารทำประมาณ 10 ครั้ง
2.3 ท่าบริหารท่าใดท่าที่ทำแล้วมีอาการปวดหลังมากขึ้น ให้งดทำในท่านั้น ๆ
3. ท่าการบริหารป้องกันอาการปวดหลัง
ท่านเตรียมบริหาร
นอนหงายบนที่ราบ ศรีษะหนุนหมอน ขาเหยียดตรง มือวางข้างลำตัว
ท่าที่ 1 ยืดกล้ามเนื้อด้านหลังของขา
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นและวางเท้าราบกับพื้น ส่วนขาอีกข้างหนึ่งเหยียดตรง
วางราบกับพื้น Hi Wh Co Wh My Wo Fa Ho To Ho Al Se Al Hi Ac Fi Fl Sh St Kn Ho Fa Br ยกขาที่เหยียดตรงนี้ขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่ยกได้ โดยแผ่นหลังแนบกับพื้นตลอดเวลา
ไม่เคลื่อนไหว แล้วจึงค่อย ๆ วางขานี้ลงราบกับพื้นเหมือนเดิม พักสักครู่ ทำประมาณ 10 ครั้ง
แล้วจึงสลับบริหารขากอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
ท่าที่ 2 เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและตะโพก และลดความแอ่น
ของหลัง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างขึ้น วางเท้าราบกับพื้น หายใจเข้าและออกช้า ๆ
พร้อมกับแขม่วหน้าท้อง กดหลังให้ติดแนบกับพื้น และเกร็งกล้ามเนื้อก้น [ขณะเกร็งกล้ามเนื้อก้น
ก้นจะยกลอยขึ้น] ทำค้างไว้นานนับ 1-5 หรือ 5 วินาที และจึงคล้าย พักสักครู่และทำใหม่ในลักษณะ
เดียวกัน 10 ครั้ง
ท่าที่ 3 ยืดกล้ามเนื้อหลัง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างเอามือกอดเข่าเข้ามาให้ชิดอก และยกศรีษะเข้ามา
ให้คางชิดเข่า ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ในลักษณะ
เดียวกัน ทำประมาณ 10 ครั้ง
ท่าที่ 4 ยืดกล้ามเนื้อตะโพก
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร เอามือกอดเข่าข้างหนึ่งเข้ามาให้ชิดอก พร้อมกับขาอีกข้างเหยียดตรง
เกร็งแนบกับพื้น ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึง
สลับบริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
ท่าที่ 5 ยืดกล้ามเนื้อสีข้าง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นหันเข้าด้านในของลำตัว พร้อมกับใช้สันเท้า
ของอีกขาหนึ่งกอดเข่าที่ตั้งให้ติดพื้น โดยที่ไหล่ทั้งสองข้างติดพื้นตลอดเวลา ทำค้างไว้
นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงสลับ
บริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
สรุป
อาการปวดหลังสามารถป้องกันได้ในบางสาเหตุ ร่วมกับการบริหารร่างกายป้องกันอาการ
ปวดหลัง การรักษาในบางสาเหตุได้ผลมากน้อยเพียงไร ขึ้นกับปัจจัยส่งเสริมหลาย ๆ ประการ
การรักษาที่ถูกวิธีกับแพทย์เป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับท่าน ขอให้ท่านมีสุขภาพหลังที่แข็งแรงอยู่เสมอ
1. ลดน้ำหนักตัว ไม่ใช่การอดอาหาร แต่เป็นการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่งดเว้นการกินอาหาร
ที่มีแคลอรี่สูง มากเกิน ความจำเป็น เช่น ดื่มน้ำหวาน
2. ท่าทางเหมาะสม
ท่ายืน ที่ถูกต้อง คือ แขม่วท้องอกผายไหล่ผึ่งเอวแอ่นน้อยที่สุด ถ้าต้องยืนเป็นเวลานานควรมี
ที่พักเท้า การยืนห่อไหล่พุงยื่น ทำให้เอวแอ่น มากปวดหลังได้
ท่านั่ง ที่ถูกต้อง สันหลังตรงพิงพนัก เก้าอี้สูงพอดี และควรมีที่พักแขน การนั่งห่างจากโต๊ะ
มากทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานมาก ที่นั่งที่เหมาะสม ที่สุดในการพักผ่อน ควรเอียง 60 องศา
จากแนวตั้ง มีส่วนหนุนหลัง มีที่วางแขน ทำด้วยวัสดุนุ่มแต่แน่น
ท่านั่งขับรถ ที่ถูกต้อง หลังพิงพนัก เข่างอเหนือระดับสะโพก การนั่งห่างเกินไป ทำให้เข่าต้อง
เหยียดออกกระดูกสันหลังตึง
ท่ายกของ ที่ถูกต้อง ควรย่อตัว ยกของให้ชิดตัว แล้วลุกด้วยกำลังขา การก้มลงหยิบของในลักษณะ
เข่าเหยียดตรง ทำให้ปวดหลังได้
ท่าถือของ ที่ถูกต้องควรให้ชิดตัวที่สุด การถือของห่างจากลำตัว ทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหนัก
ปวดหลังได้
ท่าเข็นรถ ที่ถูกต้อง ควรดันไปข้างหน้า ออกแรงที่กล้ามท้อง การดึง ถอยหลังจะออกแรงที่กล้ามเนื้อ
หลังเป็นเหตุให้ปวดหลัง
ท่านอน ที่นอน ควรจะแน่น ยุบตัวน้อยที่สุด ไม่ควรใช้ฟูกฟองน้ำ หรือเตียงสปริง เพราะหลัง จะจม
อยู่ในแอ่ง ทำให้กระดูกสันหลังแอ่น มากปวดหลังได้
นอนคว่ำ จะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากที่สุด โดยเฉพาะระดับเอว ทำให้ปวดหลังได้
นอนหงาย ทำให้หลังแอ่นได้เล็กน้อย ควรใช้หมอนข้างใบใหญ่ หนุนใต้ โคนขา จะช่วยให้กระดูก
สันหลังไม่แอ่น
นอนตะแคง เป็นท่านอนที่ดี ควรให้ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอ สะโพก และเข่ากอดหมอนข้าง
3. การออกกำลังกาย
กระดูกสันหลังปกติรับน้ำหนักมากอาจหลุดได้ แต่นักกีฬายกน้ำหนัก ได้มาก เพราะมีกล้ามเนื้อท้อง
แข็งแรง เปรียบเสมือนมีลูกบอลคอยช่วย รับน้ำหนักไว้ การออกกำลังกายที่จำเป็นต้องทำเป็นประจำ
ปวดหลัง Back pain:
จาก หน่วยแนะแนวและปรึกษาปัญหาสุขภาพคลีนิค ผู้ป่วยนอก ออร์โทบิดิกส์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
จารุณี นันทวโนทยาน รวบรวม ร.ศ. นพ. วิเชียร เลาหเจริญสมบัติ ที่ปรีกษา
ปวดหลัง-ปวดเอว เป็นอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน จากสถิติ มนุษย์ร้อยละ 80 เคยมี
ประสบการณ์การปวดหลัง-ปวดเอว อาการปวดจะแสดงได้ต่าง ๆ กัน บางท่านอาจปวดเฉพาะ
บริเวณหลังหรือกระเบนเหน็บ Ma Wo Fa Ho To Al Se Al Hi Fi Fl St Ho Wh Nu Gu We Bu Wh Sk Sh Fa หรือบางท่านอาจปวดหลัง และร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง
สองข้างและมีอาการชาร่วมด้วยจนเดินไม่ได้ก็มี
หลังที่สมบูรณ์แข็งแรงจะยืดหยุ่นและไม่ปวดมีการทำงานของระบบโครงสร้าง คือ
กระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกกล้ามเนื้อและเอ็นอย่างเหมาะสม และปกป้องอันตรายไม่ให้เกิด
กับประสาทไขสันหลัง
สาเหตุอาการปวดหลัง
1.) การใช้กิริยาท่าทางต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันไม่ถูกต้อง
2.) ความเสื่อมของกระดูกและข้อจากวัยที่สูงขึ้น
3.) ขาดการออกกำลังกายหรือมีการเคลื่อนไหวที่จำกัด
4.) ความผิดปกติของกระดูกสันหลังแต่กำเนิด เช่น หลังคด หลังแอ่น
5.) การมีการอักเสบหรือติดเชื้อ เช่น วัณโรคของกระดูกสันหลัง
6.) การได้รับอุบัติเหตุ เช่น ตกจากที่สูง
7.) การมีเนื้องอกของประสาทไขสันหลังหรือมะเร็งที่แพร่กระจายมายังกระดูกสันหลัง
8.) อาการปวดร้าวมายังหลังจากโรคของอวัยวะในระบบอื่น ๆ เช่นนิ่วในไต เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน
9.) ปัญหาที่ทำให้เกิดความตึงเครียด และความวิตกกังวลในชีวิต
การป้องกันอาการปวดหลัง
1.) เรียนรู้การใช้กิริยาท่าทางที่ถูกต้องในชีวิตประจำวัน
2.) หลีกเหลี่ยงการอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน
3.) หลีกเหลี่ยงการใช้แรงงานมาก ๆ และรู้ถึงขีดจำกัดกำลังของตัวเองในการยกของหนัก
4.) ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน ซึ่งทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวต้องรับน้ำหนักมาก โดย
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์สำหรับร่างกายให้ครบทุกประเภท
5.) บำรุงรักษาสุขภาพร่างกายทั่วไปให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ ร่วมกับการออกกำลังกาย
กลางแจ้ง เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ รำมวยจีน จะช่วยลดอาการปวดหลังจากการทำงาน
6.) ออกกำลังบริหารร่างกาย ป้องกันอาการปวดหลังอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ถึงแม้ในปัจจุบัน
ยังไม่มีอาการปวดหลัง
7.) ปรึกษาแพทย์และรับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มมีอาการ หรือสังเกตุเห็นความผิดปกติ
การบริหารร่างกายป้องกันอาการปวดหลัง
1. ประโยชน์
1.1 ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวไม่เกร็ง และแข็งแรงอยู่เสมอ
1.2 กระดูกและข้อเสื่อมช้าลง
2. หลักการ
2.1 เป็นการออกกำลังบริหารร่างกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หน้าท้อง หลัง
ตะโพก และต้นขา และเพื่อยึดกล้ามเนื้อด้านหลังของหลังและขา
2.2 ควรออกกำลังบริหารด้วยความตั้งใจ ทำช้า ๆ ไม่หักโหม บริหารอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
เช้า – เย็น และในแต่ละท่าการบริหารทำประมาณ 10 ครั้ง
2.3 ท่าบริหารท่าใดท่าที่ทำแล้วมีอาการปวดหลังมากขึ้น ให้งดทำในท่านั้น ๆ
3. ท่าการบริหารป้องกันอาการปวดหลัง
ท่านเตรียมบริหาร
นอนหงายบนที่ราบ ศรีษะหนุนหมอน ขาเหยียดตรง มือวางข้างลำตัว
ท่าที่ 1 ยืดกล้ามเนื้อด้านหลังของขา
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นและวางเท้าราบกับพื้น ส่วนขาอีกข้างหนึ่งเหยียดตรง
วางราบกับพื้น Hi Wh Co Wh My Wo Fa Ho To Ho Al Se Al Hi Ac Fi Fl Sh St Kn Ho Fa Br ยกขาที่เหยียดตรงนี้ขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่ยกได้ โดยแผ่นหลังแนบกับพื้นตลอดเวลา
ไม่เคลื่อนไหว แล้วจึงค่อย ๆ วางขานี้ลงราบกับพื้นเหมือนเดิม พักสักครู่ ทำประมาณ 10 ครั้ง
แล้วจึงสลับบริหารขากอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
ท่าที่ 2 เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและตะโพก และลดความแอ่น
ของหลัง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างขึ้น วางเท้าราบกับพื้น หายใจเข้าและออกช้า ๆ
พร้อมกับแขม่วหน้าท้อง กดหลังให้ติดแนบกับพื้น และเกร็งกล้ามเนื้อก้น [ขณะเกร็งกล้ามเนื้อก้น
ก้นจะยกลอยขึ้น] ทำค้างไว้นานนับ 1-5 หรือ 5 วินาที และจึงคล้าย พักสักครู่และทำใหม่ในลักษณะ
เดียวกัน 10 ครั้ง
ท่าที่ 3 ยืดกล้ามเนื้อหลัง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างเอามือกอดเข่าเข้ามาให้ชิดอก และยกศรีษะเข้ามา
ให้คางชิดเข่า ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ในลักษณะ
เดียวกัน ทำประมาณ 10 ครั้ง
ท่าที่ 4 ยืดกล้ามเนื้อตะโพก
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร เอามือกอดเข่าข้างหนึ่งเข้ามาให้ชิดอก พร้อมกับขาอีกข้างเหยียดตรง
เกร็งแนบกับพื้น ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึง
สลับบริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
ท่าที่ 5 ยืดกล้ามเนื้อสีข้าง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นหันเข้าด้านในของลำตัว พร้อมกับใช้สันเท้า
ของอีกขาหนึ่งกอดเข่าที่ตั้งให้ติดพื้น โดยที่ไหล่ทั้งสองข้างติดพื้นตลอดเวลา ทำค้างไว้
นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงสลับ
บริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
สรุป
อาการปวดหลังสามารถป้องกันได้ในบางสาเหตุ ร่วมกับการบริหารร่างกายป้องกันอาการ
ปวดหลัง การรักษาในบางสาเหตุได้ผลมากน้อยเพียงไร ขึ้นกับปัจจัยส่งเสริมหลาย ๆ ประการ
การรักษาที่ถูกวิธีกับแพทย์เป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับท่าน ขอให้ท่านมีสุขภาพหลังที่แข็งแรงอยู่เสมอ
Subscribe to:
Posts (Atom)